หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ตำนานรักแสนเศร้า นางอุสา ท้าวบารส😭😭😭

โพสท์โดย ประเสริฐ ยอดสง่า

            หอนางอุสา ตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีลักษณะเป็นโขดหิน คล้ายรูปดอกเห็ด หรือหอคอยขนาดเล็ก ตัวหอนางอุสา ตั้งอยู่บนลานหินกว้าง ลักษณะประกอบด้วย หินขนาดใหญ่สองก้อนเรียง ซ้อนทับกันในแนวดิ่ง หินก้อนบนกว้าง 5 เมตร ยาว 7 เมตร และมีความสูง 10 เมตรจากพื้นลานหิน คาดว่า สภาพเห็นตั้งนี้เกิดจากธรรมชาติ แต่ภายหลัง ถูกดัดแปลงเพื่อเป็นที่พักของมนุษย์ในสมัยก่อน โดยแบ่งออกเป็นห้อง มีลักษณะก่อหินเป็นรูปหน้าต่าง จากการสำรวจพบว่า มีใบเสมาหินเรียงอยู่โดยรอบ จึงสันนิษฐานว่า บริเวณนี้ เคยเป็นเขตพิธีกรรมทางศาสนามาก่อน นอกจากนี้ ยังพบกิจกรรมของมนุษย์ ในพื้นที่บริเวณนี้ประมาณ 2,000-3,000 ปีก่อนประวัติศาตร์ บริเวณใกล้เคียง ยังมีโขดหิน ที่มีลักษณะเรียงซ้อนกันหลากหลายแบบ และยังพบลักษณะของหลุม คล้ายลักษณะครกหินอยู่ รวมทั้งภาพเขียนสีผนังถ้ำ หรือแง่งหินอีกด้วย

ในชาติปางก่อน “นางอุสา”เป็นเทพธิดาในเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้ทำผิดกฎสวรรค์ ดังนั้น“พระอินทร์”หรือ “ท้าวสักกะเทวราช”ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ จึงมีบัญชา ให้ลงมาเกิดชดใช้กรรม บนโลกมนุษย์ โดยเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิง บนดอกบัวในป่า “เมืองพาน” หรือ “เมืองกงพาน” ซึ่งต่อมา“พระฤาษีจันทา”ได้มาพบเข้า จึงได้นำมาเลี้ยงไว้ ครั้นเมื่อ“พระยาพาน”มาพบเข้า จึงได้ขอนางจากพระฤาษี ไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ของ “ท้าวพานนา”และ “นางสมัญญา” ซึ่งเป็นบุตรและธิดาของตนอีกที ทั้งนี้ พระฤาษีได้ทำนาย และตักเตือนไว้แล้วว่า หากนำนางไปเลี้ยง และเมื่อนางเจริญวัย แล้วได้สามีเมื่อไหร่ ก็จะเป็นเหตุให้พระยาพานสวรรคตได้ แต่พระยาพานก็ไม่เปลี่ยนพระทัยแต่อย่างใด

อันว่า“ท้าวกงพาน”หรือ “พระยาพาน”เจ้าเมืองกงพานซึ่งเป็นเมืองใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ เป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์มาก ส่วนนางอุสานั้น เป็นผู้มีบุญญาธิการมาก เป็นผู้มีกลิ่นเนื้อหอม และผมหอมอีกด้วย อีกทั้งมีรูปร่างหน้าตาสวยงามมาก เมื่อเติบโตเป็นสาว ความงามของนาง ได้เลื่องลือไปไกล ซึ่งได้มีเจ้าชาย และเจ้าเมืองต่าง ๆ มาสู่ขอไปเป็นคู่ครองของตน เช่น “เจ้าชายไกรลาส” โอรสเจ้าเมือง “หมากแข้ง”หรือเมือง "ภูเงิน"ก็ได้แต่งเครื่องราชบรรณาการ และสินสอดอย่างมากมาย แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับไปอย่างไม่ใยดี จากพระยาพานเลย เพราะท้าวกงพานนั้น หวงลูกสาวบุญธรรมคนนี้มาก จึงไม่ยอมยกให้ใครไปแต่อย่างใด แต่พระยาพานและพระมเหสี ก็จำและตระหนักได้ ถึงคำทำนายของพระฤาษี ในกาลโน้นอยู่เสมอ จึงได้หาอุบายเพื่อแก้เคราะห์กรรมนั้น โดยได้ไปสร้างหอให้นางอุสาและพี่เลี้ยง อยู่กลางป่าเขา เพื่อไม่ให้พบกับผู้ชายคนใด แม้แต่เด็กทารกผู้ชายก็ตาม เพื่อไม่ให้มีเหตุที่ตนจะต้องตาย เพราะว่านางอุสา จะไม่ได้มีสามีนั่นเอง จึงได้ไปสร้างตำหนักบนภูเขา (เขาภูพาน หรือภูพระบาทในปัจจุบัน) ให้นางอยู่อาศัยหลับนอน (หอนางอุสา) และบอกว่า เพื่อให้เรียนวิชากับพระฤาษีจันทา ซึ่งมีอาศรมอยู่ไม่ไกลกันไปมากนัก โดยที่นางอุสาและพี่เลี้ยง ซึ่งมีแต่หญิงสาว ไม่แจ้งในอุบายจริงๆ ที่ว่า ทำไม ตนต้องมาอยู่ในป่าเฉพาะพวกผู้หญิง ซึ่งลำบากและขัดสน ตลอดจนห่างไกลผู้คน และไม่มีผู้ชายกล้ามากล้ำกรายได้เลย

            นางอุสา ซึ่งอยู่ในช่วงเป็นสาวรุ่น นางฝันแปลกๆ และฝันว่า มีพระยางูตัวใหญ่สีเหลืองทอง มารัดนาง ทำให้นางตกใจกลัว และสะดุ้งตื่นในตอนกลางคืน แต่นางก็ไม่ได้เล่าความฝันนี้ให้ใครฟัง วันหนึ่ง นางอุสาและพี่เลี้ยง บริวารทั้งหลาย ได้ไปเล่นน้ำที่ลำธาร ใกล้ๆ กับตำหนัก และนางได้เก็บดอกไม้ มาร้อยเป็นมาลัยรูปหงส์ แล้วส่งลอยลงแม่น้ำไป พลางอธิษฐานจิตว่า ผู้ใดเป็นเนื้อคู่ของนาง ขอให้ได้พบมาลัยนี้ด้วยเถิด

ซึ่งพวงมาลัยรูปหงส์นี้ ได้ลอยไปลงสู่แม่น้ำโขง ถึงหน้า “เมืองปะโคเวียงงัว” โดย "ท้าวบารส"ซึ่งเป็นโอรสเจ้าเมืองปะโคนั้น เป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม และมีบุญญาธิการมาก โดยเมื่อตอนประสูตินั้น ปรากฏเหตุการณ์อัศจรรย์ว่า ดอกไม้บานทั้งเมือง จึงได้ชื่อว่า “บารส” แปลว่า “ผู้มีกลิ่นหอม”นั่นเอง คืนก่อนที่มาลัยรูปหงส์ จะมาถึงเมืองปะโค ท้าวบารสนอนฝันไปว่า ได้ไปเล่นน้ำในสระน้ำแห่งหนึ่ง ที่มีดอกบัวมากมายและบานสล้าง ในดอกบัวดอกหนึ่ง มีดวงแก้วสุกใส และงดงามมาก บารสรีบว่ายน้ำ เข้าไปเอาดวงแก้วนั้น พอจับดวงแก้วขึ้นมา ดวงแก้วก็แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ท้าวบารสเสียใจมาก จนร้องไห้ออกมา และตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที จึงรู้ว่าเป็นความฝัน แต่ก็เสียดายดวงแก้วนั้นมาก เกิดความกลัดกลุ้มใจ ด้วยความเสียดายยิ่งนัก จึงชวนบริวารทั้งหลาย ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำโขง บริเวณหน้าเมือง

ขณะที่ว่ายน้ำอยู่นั้น ท้าวบารส เห็นมาลัยรูปหงส์ ลอยทวนน้ำมา ซึ่งน่าแปลกใจมาก ท้าวบารส ก็รีบว่ายเข้าไปหา และเก็บมาดู เห็นเป็นมาลัยดอกไม้รูปหงส์ที่สวยงาม และมีกลิ่นหอมอบอวลมาก ท้าวบารส จึงให้สืบหาเจ้าของมาลัย แต่ก็ไม่มีผู้ใดรู้ จึงตัดสินใจออกสืบค้นหาด้วยตนเอง

            ท้าวบารส เดินทางตามหาเจ้าของมาลัย ไปในที่ต่าง ๆ จนมาถึงเขาภูพาน (ภูพระบาทภูพานคำ ในปัจจุบันนี้นั้นเอง) ซึ่งท้าวบารสและบริวาร ได้ขี่ม้าขึ้นไปบนภูเขา เมื่อไปถึงหินก้อนหนึ่ง ม้าของท้าวบารส ก็ไม่ยอมเดินทางต่อไป ท้าวบารส จึงพักม้าที่หินก้อนนั้น (คอกม้าบารส) และบริวาร ก็แยกไปผูกม้าที่ก้อนหินอีกก้อน (คอกม้าน้อย) ท้าวบารสผูกม้าแล้ว ก็ออกสำรวจตรวจภูมิประเทศบริเวณนั้น และแล้ว ก็ได้พบกับนางอุสา ที่กำลังเล่นน้ำอยู่ที่ลำธาร และก็รู้ว่า นางเป็นเจ้าของมาลัยหงส์อันนั้น ทั้งคู่ต่างตกตะลึง และเกิดความหวั่นไหวในหัวใจ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยบุพเพสันนิวาส และความใกล้ชิดกันของทั้งสอง จึงเกิดความรัก และความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น และลึกซึ้งเกินหักห้ามใจ จนได้เสีย และเป็นสามีภรรยากันในที่สุด โดยปกปิดไม่ให้ท้าวกงพานรู้แต่อย่างใด

            แต่ต่อมาความลับแตก และรู้ไปถึงพระยาพาน ซึ่งกริ้วจัด จึงสั่งให้ทหาร มาจับกุมท้าวบารสไปประหาร แต่เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ต่างก็ห้ามไว้ ด้วยกลัวว่าจะเกิดสงคราม ระหว่าง “เมืองปะโคริมโขง” กับ “เมืองกงพาน” ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเมืองกงพานแน่ เพราะเมืองปะโค เป็นเมืองใหญ่ และมีความอุดมสมบูรณ์ และเข้มแข็งทางด้านการเมือง และการสงครามมากนั้นเอง แต่พระยาพาน ก็พยายามที่จะหาหนทาง กำจัดท้าวบารสให้ได้ จึงทำอุบายว่า ให้ท้าพนันแข่งขันกัน สร้างวัดในหนึ่งวันให้แล้วเสร็จ โดยนับตั้งแต่เช้า ไปจนดาวประกายพรึก หรือดาวประจำเมือง (ดาวศุกร์) ขึ้น จึงให้ทำการหยุดสร้าง ผู้ใดสร้างไม่เสร็จจะต้องเสียหัว(ถูกฆ่าตัดหัว)แก่อีกฝ่าย ซึ่งท้าวบารสเลือดกษัตริย์ขัตติยาก็รับท้าพนันนั้น สร้างความหวั่นวิตกให้กับนางอุสา และพี่เลี้ยงของนาง ตลอดจนบริวาร ที่ติดตามท้าวบารสมาเป็นอย่างยิ่ง  

ฝ่ายพระยาพานนั้น กลับกระหยิ่มในใจ ว่าตนเองจะเป็นฝ่ายชนะ และจะได้ตัดหัวท้าวบารสแน่ๆ ก็เกณฑ์ไพร่พลมากมาย ให้มาสร้างวัดที่เมืองกงพาน (วัดพ่อตา) ส่วนท้าวบารส ไม่มีไพร่พลมาช่วยสร้างเลย นอกจากตัวท้าวบารสเอง นางอุสาเมียรัก พี่เลี้ยงนางอุสา และมีบริวารอีกไม่กี่คน ที่มาด้วยกับท้าวบารส จากเมืองปะโคเท่านั้น ซึ่งจะต้องสร้างไม่ทันตามกำหนดแน่ๆ แต่มีนางพี่เลี้ยงของนางอุสา ที่เป็นคนเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง จึงออกอุบายให้ท้าวบารส ยกโคม(ขี้ใต้) ขึ้นไปแขวนไว้บนยอดไม้ใหญ่ ในเวลาจวนดึก เพื่อแสดงให้เห็นว่า ดาวประกายพรึก หรือดาวประจำเมืองขึ้นแล้ว เพราะเมื่อพวกเมืองกงพานมองขึ้นมา ก็จะเห็นเป็นดาวประกายพรึก ก็จะพากันหยุดสร้างวัดนั้นเอง และท้าวบารสก็ จะได้รีบเร่งสร้างต่อไปจนถึงเช้าคงจะเสร็จทันเวลาเป็นแน่

            รุ่งเช้า พระยาพานมาตรวจการก่อสร้าง ก็ปรากฏว่า ท้าวบารสสร้างวัด(วัดลูกเขย)ได้สำเร็จ และเสร็จตามสัญญาจริงๆ แต่พระยาพานนั้น สร้างยังไม่เสร็จ ด้วยขัตติยะมานะของกษัตริย์ ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ จึงต้องถูกตัดหัวตามสัญญาในที่สุด เลือดสีแดงของพระยาพานนั้น กระเด็นติดผนังหิน และปรากฏให้เห็นอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ทางเมืองกงพานก็ได้สถาปนา “ท้าวพานนา”โอรสของพระยาพาน ขึ้นเป็นเจ้าเมืองกงพาน แทนบิดาต่อไป

            หลังจากนั้นท้าวบารส จึงได้พานางอุสา กลับเมืองปะโคเวียงงัว ซึ่งบรรดาภรรยาและสนมทั้งหลายของท้าวบารสนั้น ต่างก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างโกรธและเกลียดนางอุสามาก เพราะท้าวบารส ก็ยกให้นางเป็นใหญ่กว่าพวกตน และนาง ยังมีรูปร่างหน้าตา ที่สวยงามกว่าพวกตนอีก จึงออกอุบายหาทางทำร้าย และกำจัดนางต่างๆนาๆ โดยคบคิดกับ “โหรหลวง” ให้ตั้งพิธีสะเดาะเคราะห์กรรม ของท้าวบารส และโหรก็ทำนายว่า ท้าวบารสมีเคราะห์ร้ายมาก ชะตาขาดถึงแก่ชีวิต ต้องออกเดินป่าแต่เพียงผู้เดียว ให้ครบหนึ่งปีก่อน จึงจะเข้าเมืองได้ และจึงจะพ้นเคราะห์กรรมนั้น ท้าวบารสจำต้องออกเดินป่าไป โดยทิ้งนางอุสาไว้ที่เมืองปะโค นางถูกบรรดาภรรยา และสนมของท้าวบารส รุมทำร้ายต่างๆ นานา และท้าวปะโคบิดาและแม่เมือง มารดาของท้าวบารส ก็ไม่ได้ช่วยเหลือนางได้เลย นางอุสาโศกเศร้าเสียใจหนัก เจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจ และทุกข์ทรมานมากจนทนไม่ไหว นางจึงตัดสินใจ พาพี่เลี้ยงกลับเมืองกงพาน ไปอยู่ที่หอนางอุสาเหมือนเดิม และก็ได้ล้มป่วย ด้วยความตรอมใจและทุกข์ทรมาน ด้วยความรักและคิดถึงท้าวบารส สามีสุดที่รักของนางนั้นเอง

            ส่วนท้าวบารส เมื่อกลับจากเดินป่า เป็นเวลาครบหนึ่งปีแล้ว เมื่อได้รู้ว่า นางอุสาหนีกลับไปเมืองกงพานแล้ว ก็เสียใจมาก เมื่อสืบทราบความจริงต่างๆ และด้วยความรักและความห่วงหาอาลัย เพราะคิดถึงนาง จึงรีบรุดตามนางไปที่เมืองกงพานทันที และก็ได้พบกับนาง ในสภาพที่น่าสงสารมาก เธอผอมแห้ง หมองคล้ำ ไม่สวยงาม และมีสง่าราศีเหมือนแต่ก่อนเลย เพราะกินไม่ได้นอนไม่หลับ เฝ้าแต่คำนึงคิดถึงแต่สามี มาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่สามีออกเดินป่านั้นเอง ซึ่งเมื่อนางได้พบหน้าสามี ก่อนที่นางกำลังจะสิ้นใจนางมีจิตมีวิญญาณที่สดชื่นดีใจ และมีความสุขอย่างยิ่ง ซึ่งนางก็สิ้นใจ ในอ้อมกอดของท้าวบารสนั้นเอง (ซึ่งเป็นบุญเก่าของนาง ที่ได้สร้างมาไว้ก่อน ยังพอมีอยู่นั้นเอง เพราะหากว่า เมื่อจิตดวงสุดท้ายไม่เศร้าหมอง ก็จะได้ไปสู่สุคตินั้นเอง ไม่งั้น วิญญาณนาง ก็ต้องไปเป็นเปรต หรือผีสัมภเวสี คอยท่าตามหาสามีอย่างทุกข์ทรมาน และโหยหวน)

ฝ่ายท้าวบารสนั้น ได้ทำพิธีศพ และฝังร่างของนาง ไว้ที่บนภูพาน (หินก้อนหนึ่งใกล้ ๆ หอนางอุสา เรียกว่า หีบศพอุสา) ซึ่งต่อมา ท้าวบารส ซึ่งสะเทือนใจ และห่วงหาอาลัย ในเมียรักที่จากไปมาก ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ และไม่ยอมกลับไปบ้านเมืองของตน แล้วก็ตรอมใจตาย ตามนางไปในที่สุด ที่เมืองกงพานนั้นเอง ซึ่งสร้างความโศกเศร้าเสียใจ มาสู่ชาวเมืองกงพาน โดยเฉพาะท้าวพานนา และนางสมัญญายิ่งนัก จึงได้ปรึกษาพระฤาษีจันทาและชาวเมือง ซึ่งต่างลงความเห็นว่า ให้ฝังศพท้าวบารสไว้ ให้อยู่เคียงข้างศพนางอุสานั้นเอง (หินก้อนนั้นชื่อ หีบศพบารส)

ดวงวิญญาณของทั้งคู่ ก็ได้กลับไปอยู่บนสวรรค์ เมื่อหมดเวรกรรมในโลกมนุษย์ในชาตินั้น และก็ได้ท่องเที่ยว เวียนว่ายตายเกิด ในสังสารวัฏอีกต่อไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะบรรลุพระนิพพานในที่สุดนั้นเอง

        ...ทุกดวงจิต ต่างก็ท่องเที่ยว และเวียนว่ายตายเกิด ในสังสารวัฏนี้ มิรู้จักจบจักสิ้น ตามบุญตามกรรมที่ได้กระทำกันไว้แล้วนั้นเอง และการที่คนเรา เกิดมาพบปะและมีปฏิสัมพันธ์กันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่อย่างใด ต่างก็เคยสร้างบุญสร้างกรรมร่วมกันมาทั้งนั้น อยู่ที่ว่า จะมีใครรู้และเข้าใจถึง “กฎแห่งกรรม”นั้นหรือเปล่า...

...ซึ่งทั้ง “ท้าวบารส”และ “นางอุสา”ก็ต้องพบปะ และเวียนว่ายตายเกิด ในภพน้อยใหญ่ ในสังสารวัฏนี้ อย่าง ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด จนกว่าจะบรรลุ “พระนิพพาน”ในอนาคตกาลแล้วนั้นเอง..

โพสท์โดย: ประเสริฐ ยอดสง่า
อ้างอิงจาก: https://youtu.be/m_EX_v1wRuc?si=NXOVvWGuQDJjuOhU
แหล่งที่มาของข้อมูล
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
มังกรหยก 2024 แป้กหนัก ดราม่าภาคต่อโดนดองยาวคุณก็เป็นสถาปนิกชื่อดังได้ กับ 5 Prompt จาก Midjourneyรีวิวหนังดัง 2012 วันสิ้นโลก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
สถานที่สำคัญ 7 แห่ง ในประเทศไทย ที่ถูกยกให้เป็นแหล่งมรดกโลก
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
มังกรหยก 2024 แป้กหนัก ดราม่าภาคต่อโดนดองยาวตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งปัตตานีตำนาน เมืองแพร่แห่ระเบิด ❤️❤️❤️ตำนานนิทานพื้นบ้าน มหาเภตรา จังหวัดเพชรบุรี
ตั้งกระทู้ใหม่