10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเอาตัวรอดจากแผ่นดินไหวที่คุณอาจเข้าใจผิด
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาชวนคุยกันเรื่องใกล้ตัวที่อาจจะดูไกล แต่ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องใหญ่ทันที นั่นคือเรื่อง "แผ่นดินไหว" ค่ะ
ลองนึกภาพตามนะคะ… คุณกำลังนั่งดูซีรีส์เรื่องโปรดเพลินๆ หรือกำลังเข้าครัวทำเมนูเด็ด จู่ๆ พื้นก็เริ่มสั่น บ้านเริ่มโคลงเคลง ของบนชั้นวางเริ่มร่วงหล่น หัวใจเต้นตึกตัก ความคิดตีกันไปหมดว่าจะทำยังไงดี? สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้จริงนะคะ เพราะแผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่มักมาแบบไม่ทันตั้งตัว การเตรียมพร้อมและรู้ว่าต้องทำอะไรจึงสำคัญมากๆ เลยค่ะ
แต่ก็น่าเสียดายนะคะที่ยังมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเอาตัวรอดจากแผ่นดินไหวที่เราๆ อาจจะเคยได้ยินหรือจำต่อๆ กันมา ซึ่งความเข้าใจผิดเหล่านี้แหละค่ะ ที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่อันตรายถึงชีวิตได้ วันนี้ ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง เลยอยากจะมาแชร์ 10 ข้อควรรู้ที่เราอาจจะเข้าใจผิดกันไป พร้อมเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้เราและคนที่เรารักรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ
ส่วนที่ 1: ความเชื่อผิดๆ ที่ต้องเคลียร์เกี่ยวกับแผ่นดินไหว
ความเข้าใจผิดที่ 1: หลบใต้กรอบประตูสิ ปลอดภัยสุด!
- ที่มา: เราคงเคยได้ยินหรือเห็นภาพเก่าๆ ที่บ้านดินพังลงมา แต่กรอบประตูไม้แข็งๆ ยังตั้งอยู่ เลยเชื่อกันว่าตรงนั้นปลอดภัยสุดใช่ไหมคะ?
- ความจริงคือ: บ้านสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเราเองหรือตึกต่างๆ กรอบประตูไม่ได้แข็งแรงไปกว่าส่วนอื่นเลยค่ะ แถมยังป้องกันเราจากเศษปูน เศษกระจก หรือของที่ปลิวว่อนไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่สำคัญ ประตูอาจจะเหวี่ยงไปมาจนทำเราเจ็บตัวได้อีก! และถ้าอยู่ในที่คนเยอะๆ การวิ่งไปที่ประตูอาจทำให้เหยียบกันได้ง่ายๆ เลยค่ะ
- สิ่งที่ควรทำจริงๆ: จำ 3 คำนี้ให้ขึ้นใจค่ะ "หมอบ บัง เกาะ" (Drop, Cover, and Hold On) คือ หมอบลงกับพื้น หาที่กำบังใต้โต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์แข็งแรงๆ ถ้าไม่มี ให้หมอบชิดผนังด้านใน ใช้แขนป้องกันศีรษะและลำคอไว้ค่ะ
- ข้อคิด: ความเชื่อเรื่องกรอบประตูมาจากยุคก่อนค่ะ แต่ตอนนี้โครงสร้างอาคารเปลี่ยนไปแล้ว การยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ อาจอันตรายกว่า การอัปเดตความรู้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจึงสำคัญมากค่ะ
ความเข้าใจผิดที่ 2: แผ่นดินไหวเหรอ? วิ่งออกนอกตึกสิ!
- ที่มา: เป็นสัญชาตญาณแรกเลยใช่ไหมคะ ที่พอรู้สึกว่าตึกสั่นจะต้องรีบวิ่งออกไปข้างนอก
- ความจริงคือ: เชื่อไหมคะว่าคนส่วนใหญ่บาดเจ็บตอนพยายามวิ่งนี่แหละ! ทั้งวิ่งอยู่ในตึก หรือวิ่งออกไปข้างนอก เพราะข้างนอกตึกน่ะอันตรายไม่ใช่เล่นเลยค่ะ ทั้งเศษอิฐ กระจก ป้ายโฆษณา หรือชิ้นส่วนอาคารต่างๆ อาจจะร่วงลงมาใส่เราได้ แถมพื้นก็สั่นจนเราล้มได้ง่ายๆ อีกด้วย
- สิ่งที่ควรทำจริงๆ: ถ้าอยู่ในอาคาร ให้ใจเย็นๆ รอจนแผ่นดินหยุดไหวก่อน ค่อยๆ ดูทางหนีทีไล่ แล้วค่อยออกมาค่ะ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกอยู่แล้ว ให้หาที่โล่งๆ ยืนห่างจากตึก ต้นไม้ เสาไฟ สายไฟ แล้วก็ "หมอบ บัง เกาะ" ป้องกันตัวเองจากของที่อาจปลิวมาค่ะ
- ข้อคิด: แม้ใจจะอยากวิ่งหนีแค่ไหน แต่การอยู่นิ่งๆ ในจุดที่ค่อนข้างปลอดภัย (ในอาคารที่ยังไม่ถล่ม หรือที่โล่งแจ้ง) มักจะดีกว่าการวิ่งฝ่าอันตรายตอนที่ทุกอย่างกำลังสั่นไหวค่ะ
ความเข้าใจผิดที่ 3: อากาศร้อนๆ แล้งๆ แบบนี้ แผ่นดินไหวต้องมาแน่!
- ที่มา: เป็นความเชื่อโบราณเลยค่ะ ที่ว่าแผ่นดินไหวมักจะเกิดตอนอากาศร้อนๆ แห้งๆ
- ความจริงคือ: แผ่นดินไหวมันเกิดลึกลงไปใต้เปลือกโลกหลายกิโลเมตรเลยนะคะ เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกล้วนๆ สภาพอากาศบนดินที่เราเจอทุกวันเนี่ย ไม่มีผลอะไรกับพลังงานใต้โลกมหาศาลขนาดนั้นเลยค่ะ ที่เราอาจจะรู้สึกว่ามันจริง อาจเพราะเรามักจะจำเหตุการณ์ที่มันบังเอิญเกิดตอนอากาศร้อนๆ ได้แม่นกว่าเท่านั้นเอง
- สิ่งที่ควรเข้าใจ: แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสภาพอากาศค่ะ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรืออากาศจะหนาว การเตรียมพร้อมจึงต้องมีตลอดเวลา ไม่เกี่ยวกับพยากรณ์อากาศเลยค่ะ
- ข้อคิด: ความเชื่อเรื่อง "อากาศแผ่นดินไหว" เป็นตัวอย่างที่ดีว่าคนเราพยายามหาแบบแผนในสิ่งที่ไม่แน่นอนค่ะ แต่เรื่องความปลอดภัยแบบนี้ เราต้องเชื่อวิทยาศาสตร์นะคะ ไม่ใช่ความเชื่อเก่าแก่
ความเข้าใจผิดที่ 4: น้องหมาน้องแมวรู้ล่วงหน้าได้ว่าแผ่นดินไหวจะมา!
- ที่มา: เราคงเคยได้ยินเรื่องที่สัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมแปลกๆ ก่อนเกิดแผ่นดินไหวใช่ไหมคะ?
- ความจริงคือ: ถึงแม้จะมีเรื่องเล่าแบบนั้นเยอะ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่น่าเชื่อถือมายืนยันได้เลยค่ะว่าสัตว์ทำนายแผ่นดินไหวได้จริงๆ พฤติกรรมแปลกๆ ของสัตว์อาจเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ หรือบางทีสัตว์อาจจะแค่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ระลอกแรก (P-wave) ที่มาก่อนแรงสั่นหลัก (S-wave) ที่มนุษย์รู้สึกได้เท่านั้นเอง ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ามันรู้ล่วงหน้า
- สิ่งที่ควรเข้าใจ: อย่าไปหวังพึ่งพฤติกรรมสัตว์เป็นสัญญาณเตือนเลยค่ะ ระบบเตือนภัย (ถ้ามี) และการเตรียมตัวของเราเองน่าเชื่อถือกว่าเยอะค่ะ
- ข้อคิด: ความอยากมีสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าทำให้เราเชื่อเรื่องสัตว์ทำนายแผ่นดินไหว แม้จะน่าสนใจ แต่เราควรยึดหลักความปลอดภัยตามวิธีที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ดีกว่าค่ะ
ความเข้าใจผิดที่ 5: ดีแล้วที่ไหวเบาๆ บ่อยๆ จะได้ไม่เจอไหวใหญ่
- ที่มา: บางคนคิดว่าแผ่นดินไหวเล็กๆ เหมือนการค่อยๆ ปล่อยลมออกจากลูกโป่ง ช่วยลดแรงดันสะสม ทำให้ไม่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่
- ความจริงคือ: แผ่นดินไหวเล็กๆ ปลดปล่อยพลังงานน้อยนิดมากค่ะ เมื่อเทียบกับแผ่นดินไหวใหญ่ ต้องเกิดแผ่นดินไหวเล็กๆ นับครั้งไม่ถ้วนถึงจะเท่ากับพลังงานของแผ่นดินไหวใหญ่แค่ครั้งเดียว แถมบางครั้ง แผ่นดินไหวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นถี่ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแผ่นดินไหวใหญ่กำลังจะตามมาก็ได้นะคะ!
- สิ่งที่ควรเข้าใจ: อย่าชะล่าใจเพราะมีแผ่นดินไหวเล็กๆ เกิดขึ้นค่ะ คนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ยังไงก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวใหญ่อยู่เสมอ
- ข้อคิด: ความเข้าใจผิดนี้ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยแบบผิดๆ ค่ะ ต้องเข้าใจว่าพลังงานของแผ่นดินไหวมันมหาศาลมาก ไหวเล็กๆ ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของไหวใหญ่เลย
ส่วนที่ 2: เคล็ดลับ(ไม่)ลับ ที่คาดไม่ถึงแต่สำคัญมาก!
ข้อที่ 6: กำลังนอนอยู่ ไม่ต้องลุก! อยู่บนเตียงอาจปลอดภัยกว่า
- ข้อมูล: ถ้าแผ่นดินไหวดันมาตอนเรากำลังหลับปุ๋ยกลางดึก ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า หลายๆ กรณี การนอนอยู่บนเตียงแล้วเอาหมอนมาบังหัวไว้ อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดค่ะ!
- เหตุผล: ลองคิดดูสิคะ ตอนกลางคืนมืดๆ ตื่นมางัวเงีย เจอแผ่นดินไหวเข้าไปอีก อาจจะสับสน งงไปหมด การพยายามลุกจากเตียงเดินคลำทางในความมืด อาจจะสะดุดล้ม หรือเหยียบเศษแก้วจากกระจกหรือกรอบรูปที่หล่นแตกได้ง่ายๆ เลย การอยู่บนเตียงนิ่งๆ ช่วยให้เราอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย (ตราบใดที่ไม่มีโคมไฟหนักๆ หรือชั้นวางของที่ไม่ได้ยึดแน่นๆ อยู่เหนือหัวนะคะ)
- ข้อควรระวัง: สำคัญมาก! ข้อแนะนำนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อ ไม่มี ของหนักๆ แขวนหรือตั้งอยู่เหนือเตียงเรานะคะ ถ้ามีของแบบนั้นอยู่ การค่อยๆ เคลื่อนตัวไปหาที่ปลอดภัยใกล้ๆ (ถ้าทำได้) ก็ยังจำเป็นอยู่ค่ะ
- ข้อคิด: เคล็ดลับนี้อาจจะฟังดูขัดๆ กับความรู้สึกแรกที่อยากจะรีบหาที่หลบภัย แต่เป็นการเน้นย้ำว่าเราต้องประเมินสถานการณ์ตรงหน้าให้ดี โดยเฉพาะตอนที่เราเปราะบางที่สุดอย่างตอนนอนหลับค่ะ
ข้อที่ 7: รองเท้ากับไฟฉาย ต้องใกล้มือข้างเตียงเสมอ!
- ข้อมูล: ผู้เชี่ยวชาญย้ำนักย้ำหนาว่า ให้เก็บ "รองเท้าพื้นแข็งๆ" กับ "ไฟฉาย" ไว้ใกล้เตียง ในจุดที่หยิบง่ายที่สุด
- เหตุผล: แผ่นดินไหวทีเดียว ของตกแตกกระจายเต็มพื้นแน่นอนค่ะ โดยเฉพาะเศษแก้วจากหน้าต่างหรือกรอบรูป ถ้าเราต้องลุกจากเตียงหลังแผ่นดินไหว การมีรองเท้าใส่ทันทีจะช่วยป้องกันเท้าเราจากของมีคมได้เยอะเลย ส่วนไฟฉายก็สำคัญมาก เพราะไฟมักจะดับตอนเกิดแผ่นดินไหว การมีไฟฉายจะช่วยให้เรามองเห็นทาง เดินได้ปลอดภัย ไม่สะดุด ไม่เหยียบของอันตราย
- เคล็ดลับ: เอารองเท้าผ้าใบเก่าๆ หรือรองเท้าที่พื้นหนาหน่อย วางไว้ข้างเตียงเลยค่ะ พร้อมกับไฟฉายเล็กๆ ที่เช็คแล้วว่าถ่านยังดีอยู่ เป็นนิสัยง่ายๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงบาดเจ็บได้มากจริงๆ
- ข้อคิด: ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นการรับมือกับปัญหาที่เจอบ่อยมากหลังแผ่นดินไหวค่ะ แสดงว่าเราต้องคิดเผื่อไปถึงสถานการณ์ "หลัง" แผ่นดินหยุดไหวด้วย
ข้อที่ 8: รู้ว่าเมื่อไหร่ควร (และไม่ควร) ปิดวาล์วแก๊ส
- ข้อมูล: การรู้ว่าวาล์วแก๊สหลักของบ้านอยู่ตรงไหนและปิดยังไงเป็นเรื่องดีค่ะ แต่! ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ควร ปิดแก๊ส ถ้าเราไม่ได้กลิ่นแก๊สรั่ว หรือไม่ได้ยินเสียงฟู่ๆ ชัดเจน
- เหตุผล: การรีบปิดแก๊สทั้งที่ไม่จำเป็น อาจทำให้เราไม่มีแก๊สใช้หุงต้มหรือทำความร้อนในวันต่อๆ ไป ซึ่งอาจจะลำบากมากนะคะ ที่สำคัญคือ ถ้าปิดวาล์วหลักไปแล้ว ต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแก๊สมาเปิดให้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย ป้องกันแก๊สรั่วหรือระเบิด ซึ่งหลังเกิดภัยพิบัติใหญ่ๆ การรอคิวช่างอาจจะนานมากๆ ทำให้เราไม่มีแก๊สใช้ไปอีกนานเลย
- สิ่งที่ควรทำ: ถ้าสงสัยว่าแก๊สรั่ว (ได้กลิ่นชัดเจน หรือได้ยินเสียงฟู่) ให้รีบออกจากบริเวณนั้นทันที พอถึงที่ปลอดภัยแล้ว ค่อยโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน (เช่น 199) และบริษัทแก๊ส ถ้าแน่ใจว่าปลอดภัยที่จะทำได้ อาจจะลองไปปิดวาล์วหลักที่มิเตอร์แก๊ส (ซึ่งมักจะอยู่นอกบ้าน) แต่ถ้าไม่ได้กลิ่นหรือไม่ได้ยินอะไรผิดปกติ ปล่อยแก๊สไว้ก่อนดีกว่าค่ะ
- ข้อคิด: นี่เป็นคำแนะนำที่ต้องดูตามสถานการณ์ค่ะ ไม่ใช่ว่าเกิดแผ่นดินไหวปุ๊บต้องรีบปิดทุกอย่างเสมอไป การปิดแก๊สโดยไม่จำเป็นมีผลเสียตามมาได้ ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเรื่องแก๊สรั่วเป็นอันดับแรก
ข้อที่ 9: นกหวีดเล็กๆ นี่แหละ ไอเท็มกู้ภัยที่ถูกมองข้าม!
- ข้อมูล: ถ้าโชคร้ายติดอยู่ใต้ซากอาคารหลังแผ่นดินไหว มีหลายวิธีที่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เช่น ส่ง SMS ถ้ามีสัญญาณ เคาะท่อหรือผนังดังๆ หรือใช้ "นกหวีด" ค่ะ ที่น่าสนใจคือ การตะโกนขอความช่วยเหลือ ควรเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น
- เหตุผล: ทำไมไม่ควรตะโกน? เพราะการตะโกนอาจทำให้เราสูดเอาฝุ่นผง หรือเศษซากต่างๆ เข้าไปในปอดเยอะมาก ซึ่งอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจค่ะ แต่นกหวีด ใช้แรงน้อยกว่าเยอะ เสียงแหลมๆ ของมันดังไปได้ไกลกว่าเสียงคนมาก ช่วยเพิ่มโอกาสให้หน่วยกู้ภัยหาเราเจอ
- เคล็ดลับ: หาซื้อนกหวีดเล็กๆ เสียงดังๆ ติดไว้ในชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน หรือวางไว้ข้างเตียงก็ได้ค่ะ ของราคาไม่แพงชิ้นนี้ อาจเป็นตัวช่วยชีวิตเราได้เลยนะคะ
- ข้อคิด: เคล็ดลับนี้เสนอวิธีส่งสัญญาณที่ได้ผลดีแต่คนมักมองข้ามค่ะ เน้นว่าต้องประหยัดพลังงาน และใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอด
ข้อที่ 10: กำลังขับรถอยู่แล้วเจอแผ่นดินไหว ทำยังไงดี?
- ข้อมูล: ถ้าแผ่นดินไหวดันมาตอนเรากำลังขับรถอยู่ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติ แล้วค่อยๆ ชะลอรถ จอดเข้าข้างทางในที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด
- ข้อควรระวัง: ตอนหาที่จอด พยายามหลีกเลี่ยงการจอดใกล้ หรือใต้สะพานลอย ใต้ทางด่วน ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสาไฟฟ้า ป้ายโฆษณาใหญ่ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจถล่มหรือล้มลงมาทับรถเราได้ค่ะ พอจอดสนิทแล้ว ให้ดึงเบรกมือ ใส่เกียร์จอด และนั่งอยู่ในรถ คาดเข็มขัดนิรภัยไว้ จนกว่าแผ่นดินจะหยุดไหวสนิท
- อาฟเตอร์ช็อก: อย่าเพิ่งวางใจนะคะ ต้องเตรียมพร้อมรับมืออาฟเตอร์ช็อก (แผ่นดินไหวตาม) ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก
- ขับต่อเมื่อไหร่: พอจะขับรถต่อได้แล้ว ต้องขับช้าๆ อย่างระมัดระวัง สังเกตพื้นถนนว่ามีรอยแตก รอยแยก หลุมบ่อ หรือมีหิน ดิน ถล่มลงมาไหม ถ้าไม่จำเป็น เลี่ยงการขับขึ้นสะพานหรือทางลาดชันต่างๆ เพราะโครงสร้างอาจเสียหายมองไม่เห็นก็ได้ค่ะ
- ข้อคิด: นี่เป็นสถานการณ์ที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึง การรู้ว่าต้องทำอะไรตอนขับรถเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ เน้นการจอดในที่ปลอดภัยและอยู่ในรถจนกว่าจะหยุดสั่น และระวังอันตรายบนถนนหลังเกิดเหตุ
ส่วนที่ 3: รับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า
อยู่ในตึกสูง: อยู่ต่อ หรือ หนีลงมา?
- ข้อมูล: ถ้าอยู่ในตึกสูงปรี๊ดตอนแผ่นดินไหว คำแนะนำคือ "อยู่ข้างใน" และ "หมอบ บัง เกาะ" ทันทีค่ะ
- เหตุผล: ตึกสูงถูกออกแบบมาให้โยกตัวได้ตอนแผ่นดินไหว และชั้นบนๆ จะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงมาก ห้าม! ใช้ลิฟต์เด็ดขาดนะคะ เพราะลิฟต์อาจจะค้าง ไฟดับ หรือถึงขั้นถล่มได้ ส่วนบันไดหนีไฟ ก็อาจจะไม่ปลอดภัยตอนกำลังสั่น เพราะอาจมีโครงสร้างเสียหาย หรือเราอาจจะล้มได้ง่ายๆ แถมบริเวณใกล้หน้าต่างหรือผนังด้านนอกก็อันตรายมาก เพราะกระจกหรือผนังอาจแตกและร่วงลงมา
- สิ่งที่ควรทำ: พยายามอยู่ให้ห่างจากหน้าต่างและผนังด้านนอก หาโต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์แข็งแรงๆ มุดใต้โต๊ะ หรือหมอบชิดผนังด้านใน ใช้แขนป้องกันศีรษะและคอไว้ค่ะ เตรียมใจว่าอาจจะมีเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ดัง หรือระบบสปริงเกอร์ทำงาน อย่าใช้ลิฟต์! รอจนแผ่นดินหยุดไหวสนิท และมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว ค่อยๆ ใช้บันไดหนีไฟลงมา โดยสังเกตความเสียหายของบันไดไปด้วย
- ข้อคิด: การให้อยู่ในตึกสูงอาจจะขัดใจเราที่อยากจะลงไปชั้นล่างเร็วๆ แต่คำแนะนำนี้มาจากความเสี่ยงที่สูงกว่ามาก ถ้าเราพยายามเคลื่อนที่หรือหนีออกจากตึกสูงตอนที่มันกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงค่ะ
อยู่ในที่คนเยอะๆ: ห้าง โรงหนัง สนามกีฬา
- ข้อมูล: ถ้าแผ่นดินไหวตอนอยู่ในที่คนเยอะๆ อย่างห้าง โรงหนัง หรือสนามกีฬา สิ่งสำคัญที่สุดคือ "อย่าตื่นตระหนก" และ "ป้องกันตัวเองตรงนั้นเลย"
- เหตุผล: ในที่คนแน่นๆ การรีบวิ่งไปทางออกพร้อมๆ กัน อาจทำให้เกิดการเหยียบกันจนบาดเจ็บได้ง่ายๆ เลยค่ะ ในร้านค้า ชั้นวางของอาจล้มลงมาทับ ในโรงหนังหรือสนามกีฬา อาจมีของจากเพดานหรือโครงสร้างด้านบนตกลงมา
- สิ่งที่ควรทำ: อย่าเพิ่งวิ่งไปทางออก! พยายามมองหาที่ปลอดภัยใกล้ตัวที่สุด หลบห่างจากชั้นวางของสูงๆ หรืออะไรที่ดูเหมือนจะล้มได้ แล้วก็ "หมอบ บัง เกาะ" ค่ะ ถ้าอยู่ในโรงหนังหรือสนามกีฬา ให้ก้มตัวลงต่ำๆ อาจจะมุดลงไปอยู่ระหว่างแถวเก้าอี้ ใช้แขนบังหัวไว้ ถ้าอยู่ในร้านค้า อาจจะหลบข้างๆ รถเข็น มุดใต้ราวแขวนเสื้อผ้า หรือหมอบลงที่ชั้นล่างสุดของชั้นวางใหญ่ๆ ก็ได้ค่ะ
- ข้อคิด: ในที่สาธารณะ การตั้งสติและป้องกันตัวเอง ณ จุดนั้น สำคัญกว่าการพยายามวิ่งหนีไปกับฝูงชนค่ะ การฝืนสัญชาตญาณที่จะหนี อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
ส่วนที่ 4: หลังแผ่นดินหยุดไหวแล้ว ต้องทำอะไรต่อ?
เตรียมพร้อมรับ "อาฟเตอร์ช็อก" เสมอ
- ข้อมูล: อย่าเพิ่งดีใจว่ารอดแล้วนะคะ เพราะหลังแผ่นดินไหวใหญ่ มักจะมี "อาฟเตอร์ช็อก" หรือแผ่นดินไหวขนาดเล็กกว่าตามมาเสมอ อาจจะเกิดในไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง หรือเป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนก็ได้!
- อันตราย: อาฟเตอร์ช็อกพวกนี้ แม้จะเบากว่า แต่ก็แรงพอที่จะทำให้ตึกที่เสียหายอยู่แล้วพังลงมา หรือทำให้เราบาดเจ็บเพิ่มได้ค่ะ บางทีก็แรงพอๆ กับครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ
- สิ่งที่ควรทำ: ดังนั้น ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา และพร้อมที่จะ "หมอบ บัง เกาะ" อีกครั้งทันทีที่รู้สึกว่าพื้นสั่น แม้จะแค่เบาๆ ก็ตาม อย่าคิดว่าปลอดภัยแล้วเด็ดขาดนะคะ
- ข้อคิด: ช่วงเวลาหลังแผ่นดินไหวใหญ่ยังคงอันตราย การเข้าใจเรื่องอาฟเตอร์ช็อกและพร้อมรับมืออยู่เสมอ จึงสำคัญมากๆ ค่ะ
สำรวจตัวเอง คนรอบข้าง และความเสียหาย
- ข้อมูล: พอแผ่นดินหยุดสั่นสนิทแล้ว อันดับแรก เช็คตัวเองก่อนว่าเจ็บตรงไหนไหม แล้วดูคนรอบข้างด้วยค่ะ ถ้าเราปฐมพยาบาลเป็น ก็ช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือ
- ความปลอดภัยในบ้าน: ถ้าอยู่ที่บ้าน ค่อยๆ เดินสำรวจความเสียหาย เช็คท่อแก๊ส (ดมกลิ่น ฟังเสียง) สายไฟ ท่อน้ำ ถ้าได้กลิ่นแก๊ส หรือเห็นท่อแตก ให้รีบไปปิดวาล์วแก๊สหลักนอกบ้าน (ถ้าทำได้อย่างปลอดภัย) ห้าม! จุดไฟแช็ก ไม้ขีดไฟ หรือเปิดสวิตช์ไฟเด็ดขาดนะคะ เพราะประกายไฟนิดเดียวอาจทำให้แก๊สติดไฟได้ ดูรอยร้าวตามผนัง พื้น ประตู หน้าต่าง บันได ถ้าบ้านเสียหายหนัก อย่าเข้าไปอยู่ต่อนะคะ เพราะอาจจะถล่มลงมาได้ เปิดตู้ เปิดลิ้นชักต้องระวัง เพราะของข้างในอาจจะเลื่อนและตกลงมาได้ ที่สำคัญ ใส่รองเท้าพื้นแข็งๆ ตลอดเวลา ป้องกันเศษแก้วหรือเศษซากต่างๆ ค่ะ
- ข้อคิด: ช่วงหลังแผ่นดินไหวใหม่ๆ ยังมีอันตรายแฝงอยู่เยอะ การสำรวจอย่างรอบคอบเป็นสิ่งจำเป็นก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติค่ะ
รู้วิธีส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ (ถ้าติดอยู่)
- ข้อมูล: ถ้าโชคร้ายติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง มีหลายวิธีที่จะเรียกความสนใจจากหน่วยกู้ภัย:
- ส่งข้อความ: ถ้ามือถือยังมีสัญญาณ ลองส่ง SMS บอกตำแหน่งและอาการของเรา
- เคาะ: ใช้ของแข็งๆ เคาะท่อ หรือผนัง เป็นจังหวะซ้ำๆ เสียงจะเดินทางผ่านซากปรักหักพังได้ดี
- นกหวีด: เป่านกหวีดค่ะ เสียงดังไกล และใช้แรงน้อย
- ปิดปากปิดจมูก: ใช้เศษผ้า หรือเสื้อผ้า ปิดปากและจมูกไว้ กันสูดฝุ่น
- ตะโกน: เก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ เพราะเปลืองแรง และอาจสูดฝุ่นอันตรายเข้าไป
- ข้อคิด: การรู้เทคนิคเหล่านี้ช่วยเพิ่มโอกาสรอดได้มากจริงๆ ค่ะ แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ความรู้ก็ช่วยให้เราทำในสิ่งที่ถูกต้องได้
การทำความเข้าใจความเสี่ยงที่แท้จริงของแผ่นดินไหว สละเวลาเตรียมตัวสักนิด ทั้งเตรียมของ เตรียมใจ และเตรียมความรู้ให้พร้อม ทั้งตัวเราและคนในครอบครัว สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาลเลยนะคะว่าจะปลอดภัยหรือไม่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง
จำไว้นะคะว่า "ความรู้คือพลัง" และ "การเตรียมพร้อมคือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง" ค่ะ ดูแลตัวเองและคนรอบข้างกันด้วยนะคะ!




















