ประเทศที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติกร้านค้ามีประเทศอะไรบ้าง? อัตราอยู่ที่เท่าไร?
การใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ในแต่ละปี มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 500 พันล้านใบทั่วโลก โดยถุงพลาสติกเหล่านี้ใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 1,000 ปี และมักจบลงในมหาสมุทร ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศ
การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นหนึ่งในมาตรการที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดโลกร้อน บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก อัตราค่าธรรมเนียม และการนำรายได้จากค่าธรรมเนียมไปใช้ รวมถึงผลกระทบของมาตรการดังกล่าวต่อการลดการใช้ถุงพลาสติกและการปกป้องสิ่งแวดล้อม
ประเทศในยุโรปที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก
สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในยุโรปที่เริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก โดยเริ่มต้นในเวลส์ในปี 2011 ก่อนที่จะขยายไปยังสกอตแลนด์ในปี 2014 อังกฤษในปี 2015 และไอร์แลนด์เหนือในปี 2013
อัตราค่าธรรมเนียม: 5-10 เพนซ์ต่อถุง (ประมาณ 2-4 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่จะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลด้านสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักร (DEFRA) ในปี 2019 ร้านค้าต่างๆ ได้บริจาคเงินกว่า 51 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,050 ล้านบาท) ให้กับสาเหตุด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Center for Environment, Fisheries and Aquaculture Science (CEFAS) พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในสหราชอาณาจักรลดลงมากกว่า 95% หลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ จากเดิมที่มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 7.6 พันล้านใบต่อปีในอังกฤษ ลดลงเหลือน้อยกว่า 550 ล้านใบในปี 2018-2019
ไอร์แลนด์
ไอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่นำมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกมาใช้ในระดับประเทศ โดยเริ่มในปี 2002
อัตราค่าธรรมเนียม: 22 เซนต์ยูโรต่อถุง (ประมาณ 9 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในไอร์แลนด์จะถูกนำเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม (Environmental Fund) ซึ่งใช้สนับสนุนโครงการด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสื่อสารของไอร์แลนด์ รายได้จากค่าถุงพลาสติกรวมกว่า 200 ล้านยูโร (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Department of Environment, Heritage and Local Government พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในไอร์แลนด์ลดลงมากกว่า 90% ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ จากเดิมที่มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 1.2 พันล้านใบต่อปี ลดลงเหลือเพียง 230 ล้านใบ
เดนมาร์ก
เดนมาร์กเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกตั้งแต่ปี 1994 และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงที่สุดในยุโรป
อัตราค่าธรรมเนียม: 4 โครนเดนมาร์กต่อถุง (ประมาณ 20 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในเดนมาร์กจะเข้าสู่งบประมาณทั่วไปของรัฐบาลและมีส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้กับกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล
ผลกระทบ: ตามรายงานจาก Danish Environmental Protection Agency การใช้ถุงพลาสติกในเดนมาร์กลดลงมากกว่า 70% นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ โดยปัจจุบันชาวเดนมาร์กใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยเพียง 4 ใบต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในยุโรป
เยอรมนี
เยอรมนีเริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกในปี 2016 แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับในระดับประเทศ แต่มีข้อตกลงโดยสมัครใจระหว่างรัฐบาลและภาคธุรกิจค้าปลีก
อัตราค่าธรรมเนียม: 20-50 เซนต์ยูโรต่อถุง (ประมาณ 8-20 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: ในเยอรมนี รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยบางร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจาก German Retail Federation (HDE) ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 10 ล้านยูโร (ประมาณ 400 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ผลกระทบ: การศึกษาโดย German Environment Agency (UBA) พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในเยอรมนีลดลงจาก 71 ใบต่อคนต่อปีในปี 2015 เหลือเพียง 24 ใบต่อคนต่อปีในปี 2018 ซึ่งลดลงมากกว่า 60%
อิตาลี
อิตาลีห้ามใช้ถุงพลาสติกที่ไม่ย่อยสลายได้ตั้งแต่ปี 2011 และเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกชีวภาพในปี 2018
อัตราค่าธรรมเนียม: 10-30 เซนต์ยูโรต่อถุง (ประมาณ 4-12 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในอิตาลีส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยมีส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้กับกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
ผลกระทบ: ตามรายงานจาก Italian Institute for Environmental Protection and Research (ISPRA) การบริโภคถุงพลาสติกในอิตาลีลดลงมากกว่า 55% ภายในสองปีหลังจากการนำมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกมาใช้ และลดลงอีก 30% หลังจากเริ่มเก็บค่าธรรมเนียม
ประเทศในเอเชียที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก
ฮ่องกง
ฮ่องกงเริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกในปี 2009 โดยเริ่มจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ก่อนจะขยายไปยังร้านค้าทุกประเภทในปี 2015
อัตราค่าธรรมเนียม: 0.50-1 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่อถุง (ประมาณ 2.20-4.40 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในฮ่องกงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า แต่รัฐบาลส่งเสริมให้นำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจาก Environmental Protection Department ของฮ่องกง ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 200 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Hong Kong Environmental Protection Department พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในฮ่องกงลดลงมากกว่า 90% ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรก และลดลงอีก 25% หลังจากขยายมาตรการไปยังร้านค้าทุกประเภท
ไต้หวัน
ไต้หวันเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในปี 2003 โดยเริ่มจากหน่วยงานรัฐบาลและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ก่อนจะขยายไปยังร้านค้าทุกประเภทในปี 2018
อัตราค่าธรรมเนียม: 1-3 ดอลลาร์ไต้หวันต่อถุง (ประมาณ 1-3 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในไต้หวันจะถูกนำเข้ากองทุนคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Fund) ซึ่งใช้สนับสนุนโครงการด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิล ตามรายงานจากหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไต้หวัน (Taiwan EPA) รายได้จากค่าถุงพลาสติกรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 5 พันล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Taiwan Environmental Protection Administration พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในไต้หวันลดลงมากกว่า 80% ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรก และลดลงอีก 60% หลังจากขยายมาตรการไปยังร้านค้าทุกประเภท โดยปัจจุบันชาวไต้หวันใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยเพียง 18 ใบต่อคนต่อปี
ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกทั่วประเทศในปี 2020 หลังจากมีการทดลองใช้ในบางพื้นที่มานานกว่า 10 ปี
อัตราค่าธรรมเนียม: 3-10 เยนต่อถุง (ประมาณ 1-3 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: ในญี่ปุ่น รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยตามข้อกำหนดของรัฐบาล ร้านค้าต้องรายงานการใช้รายได้ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 5 พันล้านเยน (ประมาณ 1.5 พันล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในปีแรกที่ใช้มาตรการ
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Japan Environment Ministry พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในญี่ปุ่นลดลงมากกว่า 70% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ทั่วประเทศ จากเดิมที่มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 30 พันล้านใบต่อปี ลดลงเหลือเพียง 9 พันล้านใบ
ประเทศไทย
ประเทศไทยเริ่มรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยโครงการ "ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม" และในวันที่ 1 มกราคม 2563 ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ทั่วประเทศได้ร่วมกันงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วฟรี
อัตราค่าธรรมเนียม: 1-3 บาทต่อถุง ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของถุง โดยแต่ละร้านค้ากำหนดราคาแตกต่างกัน
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าถุงพลาสติกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านได้ประกาศนำรายได้ไปบริจาคให้กับมูลนิธิและโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี โครงการปลูกป่า และกิจกรรมอนุรักษ์ทะเล ตามรายงานจากกรมควบคุมมลพิษ ในปีแรกของการรณรงค์ ร้านค้าต่างๆ ได้นำรายได้กว่า 100 ล้านบาทไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณประโยชน์
ผลกระทบ: การศึกษาโดยกรมควบคุมมลพิษพบว่า หลังจากการรณรงค์งดแจกถุงพลาสติกในปี 2563 สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้กว่า 5.5 พันล้านใบในช่วง 1 ปีแรก คิดเป็นการลดลงร้อยละ 30 ของการใช้ถุงพลาสติกทั้งหมดในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้ประมาณ 50,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 225,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
สิงคโปร์
สิงคโปร์เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในปี 2023 หลังจากมีการทดลองใช้โดยสมัครใจในซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งมาตั้งแต่ปี 2019
อัตราค่าธรรมเนียม: 5-10 เซนต์สิงคโปร์ต่อถุง (ประมาณ 1-3 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยรัฐบาลส่งเสริมให้นำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ตามรายงานจาก National Environment Agency (NEA) ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 25 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในช่วงการทดลองใช้มาตรการ
ผลกระทบ: การศึกษาโดย National Environment Agency พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เข้าร่วมโครงการทดลองลดลงมากกว่า 60% และคาดว่าการใช้ถุงพลาสติกทั่วประเทศจะลดลงมากกว่า 70% ภายในปี 2024
ประเทศในอเมริกาที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก
แคนาดา
แคนาดาไม่มีกฎหมายระดับประเทศเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก แต่หลายเมืองและหลายจังหวัดได้นำมาตรการนี้มาใช้ เช่น โตรอนโต (2009), มอนทรีออล (2018), และบริติชโคลัมเบีย (2020)
อัตราค่าธรรมเนียม: 5-25 เซนต์แคนาดาต่อถุง (ประมาณ 1-7 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: ในแคนาดา รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามรายงานจาก Retail Council of Canada ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 250 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Environment and Climate Change Canada พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในพื้นที่ที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมลดลงมากกว่า 70% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้
สหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาไม่มีกฎหมายระดับประเทศเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก แต่หลายรัฐและเมืองได้นำมาตรการนี้มาใช้ เช่น แคลิฟอร์เนีย (2014), นิวยอร์ก (2020), และวอชิงตัน ดี.ซี. (2010)
อัตราค่าธรรมเนียม: 5-25 เซนต์ต่อถุง (ประมาณ 2-9 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: ในสหรัฐอเมริกา รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกจะถูกจัดสรรแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐและเมือง โดยบางส่วนจะอยู่ที่ร้านค้า บางส่วนจะถูกนำเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมของรัฐหรือเมือง ตามรายงานจาก U.S. Environmental Protection Agency รายได้จากค่าถุงพลาสติกในวอชิงตัน ดี.ซี. กว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 350 ล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Equinox Center ในแคลิฟอร์เนียพบว่า การใช้ถุงพลาสติกในซานดิเอโกลดลงมากกว่า 60% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ ในขณะที่วอชิงตัน ดี.ซี. รายงานการลดลงของขยะถุงพลาสติกในแม่น้ำโพโทแมคถึง 72% ภายในสี่ปีหลังจากการเริ่มเก็บค่าธรรมเนียม
ประเทศในแอฟริกาที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก
แอฟริกาใต้
แอฟริกาใต้เป็นประเทศแรกในแอฟริกาที่นำมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกมาใช้ โดยเริ่มในปี 2003
อัตราค่าธรรมเนียม: 25 เซนต์แรนด์ต่อถุง (ประมาณ 0.5 บาท) ในตอนเริ่มต้น และเพิ่มเป็น 28 เซนต์แรนด์ในปี 2022
การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในแอฟริกาใต้จะถูกนำเข้ากองทุนพัฒนาการรีไซเคิลพลาสติก (Buyisa-e-Bag Fund) ซึ่งสนับสนุนการสร้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมแอฟริกาใต้ รายได้จากค่าถุงพลาสติกรวมกว่า 1.5 พันล้านแรนด์ (ประมาณ 3 พันล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการด้านการรีไซเคิลนับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Department of Environmental Affairs ของแอฟริกาใต้พบว่า การใช้ถุงพลาสติกลดลงมากกว่า 70% ในช่วงแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การใช้ถุงพลาสติกเริ่มเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 มีรายงานว่าการใช้ถุงพลาสติกยังคงลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับก่อนมีมาตรการ
เคนยา
เคนยาเริ่มใช้มาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกในปี 2017 และเป็นประเทศที่มีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลกสำหรับการใช้ถุงพลาสติกที่ไม่จำเป็น
อัตราค่าธรรมเนียม: ในเคนยาไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก แต่มีการห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างสิ้นเชิง โดยมีบทลงโทษหนักถึงจำคุก 4 ปี หรือปรับ 40,000 ชิลลิงเคนยา (ประมาณ 13,000 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: เนื่องจากเป็นมาตรการห้ามใช้ จึงไม่มีรายได้จากค่าธรรมเนียม แต่รายได้จากค่าปรับจะถูกนำเข้ากองทุนคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ผลกระทบ: การศึกษาโดย National Environment Management Authority (NEMA) ของเคนยาพบว่า ปริมาณขยะถุงพลาสติกในเคนยาลดลงมากกว่า 80% ภายในปีแรกหลังจากการห้ามใช้ และพบว่ามีการปรับตัวของอุตสาหกรรมในการผลิตถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ประเทศในโอเชียเนียที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก
ออสเตรเลีย
ออสเตรเลียไม่มีกฎหมายระดับประเทศเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก แต่ทุกรัฐและเขตปกครองได้นำมาตรการนี้มาใช้ โดยเริ่มจากแทสเมเนีย (2013) ตามมาด้วยแอคที (2018), ควีนส์แลนด์ (2018), เวสเทิร์นออสเตรเลีย (2018), วิกตอเรีย (2019), นิวเซาท์เวลส์ (2022) และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (2022)
อัตราค่าธรรมเนียม: 5-15 เซนต์ออสเตรเลียต่อถุง (ประมาณ 1-4 บาท)
การนำรายได้ไปใช้: ในออสเตรเลีย รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามรายงานจาก Australian Retailers Association ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 120 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Clean Up Australia พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในออสเตรเลียลดลงมากกว่า 80% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ในแต่ละรัฐ โดยรวมทั้งประเทศ ออสเตรเลียลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 7 พันล้านใบต่อปี
นิวซีแลนด์
นิวซีแลนด์เริ่มห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในปี 2019 แต่ก่อนหน้านั้น หลายร้านค้าได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกโดยสมัครใจตั้งแต่ปี 2015
อัตราค่าธรรมเนียม: 10-25 เซนต์นิวซีแลนด์ต่อถุง (ประมาณ 2-6 บาท) ในช่วงที่มีการเก็บค่าธรรมเนียม
การนำรายได้ไปใช้: ในนิวซีแลนด์ รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามรายงานจาก New Zealand Retailers Association ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 3 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 70 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนในช่วงที่มีการเก็บค่าธรรมเนียม
ผลกระทบ: การศึกษาโดย Ministry for the Environment ของนิวซีแลนด์พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในนิวซีแลนด์ลดลงมากกว่า 60% ในช่วงที่มีการเก็บค่าธรรมเนียม และลดลงมากกว่า 90% หลังจากการห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยรวมทั้งประเทศ นิวซีแลนด์ลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 1 พันล้านใบต่อปี
ประสิทธิผลของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก
การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกและขยะพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศต่างๆ พบว่ามาตรการนี้มีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกได้เฉลี่ย 60-90% ในปีแรกที่นำมาใช้
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก ได้แก่:
- อัตราค่าธรรมเนียม: ประเทศที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงกว่า เช่น ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก มีแนวโน้มที่จะเห็นการลดลงของการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า
- การนำรายได้ไปใช้: ประเทศที่มีความโปร่งใสในการนำรายได้จากค่าธรรมเนียมไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ไอร์แลนด์ และไต้หวัน มีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า
- การสร้างความตระหนักรู้: ประเทศที่มีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ควบคู่ไปกับการเก็บค่าธรรมเนียม เช่น ญี่ปุ่น และแคนาดา มีแนวโน้มที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนมากกว่า
- ทางเลือกอื่น: ประเทศที่มีการส่งเสริมการใช้ถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือถุงผ้า เช่น เยอรมนี และฮ่องกง มีแนวโน้มที่จะเห็นการลดลงของการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าประสิทธิผลของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับค่าธรรมเนียม ดังนั้น หลายประเทศจึงมีการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมเป็นระยะ หรือนำมาตรการอื่นๆ มาใช้ควบคู่กัน เช่น การห้ามใช้ถุงพลาสติกบางประเภท หรือการส่งเสริมการใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
แนวโน้มและความท้าทายในอนาคต
แนวโน้มในอนาคตของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกและการลดการใช้ถุงพลาสติก มีดังนี้:
- การขยายขอบเขตของมาตรการ: หลายประเทศมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตของมาตรการจากการเก็บค่าธรรมเนียมไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติกบางประเภท หรือทุกประเภท เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และนิวซีแลนด์
- การใช้มาตรการผสมผสาน: การผสมผสานระหว่างการเก็บค่าธรรมเนียม การห้ามใช้ และการสร้างแรงจูงใจสำหรับทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การลดภาษีสำหรับการผลิตถุงที่สามารถย่อยสลายได้
- การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม: การพัฒนาถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ถุงที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือถุงที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
ความท้าทายในการลดการใช้ถุงพลาสติกและการดำเนินมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก มีดังนี้:
- ความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ: การหาจุดสมดุลระหว่างการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมพลาสติก
- ความเท่าเทียมและความเป็นธรรม: การพิจารณาผลกระทบของมาตรการต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มเปราะบาง และการหามาตรการรองรับที่เหมาะสม
- การบังคับใช้และการติดตามผล: การพัฒนาระบบการบังคับใช้และการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี
สรุปบทความประเทศที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก
การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกและขยะพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่นำมาตรการนี้มาใช้ส่วนใหญ่พบว่าสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของการลดขยะพลาสติกในมหาสมุทร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
อัตราค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.5 บาทไปจนถึง 20 บาทต่อถุง ขึ้นอยู่กับนโยบายและเป้าหมายของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงกว่ามักจะเห็นการลดลงของการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า
การนำรายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกไปใช้ก็มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยส่วนใหญ่จะนำไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และการรีไซเคิล ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนของมาตรการและเพิ่มการยอมรับจากประชาชน
ในอนาคต คาดว่าจะมีการขยายขอบเขตของมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติกไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติกบางประเภทหรือทุกประเภท ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตถุงที่ยั่งยืนมากขึ้น
การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกและการลดโลกร้อน อย่างยั่งยืน โดยการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดมาตรการที่จำเป็นในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก (FAQ)
1. ทำไมจึงต้องมีการเก็บค่าถุงพลาสติก?
การเก็บค่าถุงพลาสติกมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาขยะพลาสติกและมลพิษในสิ่งแวดล้อม ถุงพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 1,000 ปี และมักจบลงในมหาสมุทร ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศ นอกจากนี้ การผลิตถุงพลาสติกยังใช้ทรัพยากรน้ำมันและพลังงานจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดโลกร้อน
2. เงินจากค่าถุงพลาสติกไปไหน?
การนำรายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกไปใช้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก คือ
- รายได้เข้ารัฐบาล: เช่น ไอร์แลนด์ ไต้หวัน และแอฟริกาใต้ ซึ่งรัฐบาลจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และการรีไซเคิล
- รายได้อยู่ที่ร้านค้า: เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งร้านค้าส่วนใหญ่จะนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน
- รายได้แบ่งระหว่างรัฐบาลและร้านค้า: เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยมีการจัดสรรระหว่างรัฐบาลและร้านค้าตามสัดส่วนที่กำหนด
3. มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกมีประสิทธิผลจริงหรือไม่?
มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกมีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉลี่ยสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ 60-90% ในปีแรกที่นำมาใช้ ตัวอย่างเช่น ไอร์แลนด์ลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 90% ภายในเวลาเพียง 1 ปี สหราชอาณาจักรลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 95% และฮ่องกงลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 90% ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
4. อัตราค่าถุงพลาสติกที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร?
อัตราค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับรายได้ของประชากร ต้นทุนการผลิตถุงพลาสติก และเป้าหมายในการลดการใช้ถุงพลาสติก จากการศึกษาพบว่า อัตราค่าธรรมเนียมที่มีประสิทธิผลควรอยู่ในระดับที่สูงพอที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่สูงเกินไปจนส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยทั่วไป อัตราค่าธรรมเนียมที่มีประสิทธิผลมักอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของราคาสินค้าทั่วไปในร้านค้า
5. มีทางเลือกอื่นนอกจากการเก็บค่าถุงพลาสติกหรือไม่?
นอกจากการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก ยังมีมาตรการอื่นๆ ในการลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น:
- การห้ามใช้ถุงพลาสติกบางประเภทหรือทุกประเภท เช่นในเคนยา รวันดา และมาเลเซีย
- การให้ส่วนลดหรือรางวัลสำหรับผู้ที่นำถุงมาเอง เช่นในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
- การพัฒนาถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
- การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของถุงพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม
6. การเก็บค่าถุงพลาสติกส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือไม่?
การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากค่าธรรมเนียมเป็นอัตราคงที่ไม่ว่าระดับรายได้จะเป็นเท่าใด อย่างไรก็ตาม หลายประเทศได้มีมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เช่น:
- การแจกถุงผ้าฟรีให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เช่นในไต้หวันและฮ่องกง
- การยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับถุงที่ใช้ในการซื้อสินค้าจำเป็น เช่น ยาและอาหารสด เช่นในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์
- การนำรายได้จากค่าธรรมเนียมไปสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนที่มีรายได้น้อย
7. การเก็บค่าถุงพลาสติกส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกหรือไม่?
การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกในช่วงแรก เนื่องจากอาจมีการปรับตัวในการจัดการสินค้าและการให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว พบว่าธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการนี้ เช่น:
- การลดต้นทุนในการจัดซื้อถุงพลาสติก ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานลดลง
- การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจดึงดูดลูกค้าที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
- การมีโอกาสในการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงผ้า หรือถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้
8. ถุงพลาสติกและการย่อยสลายใช้เวลานานเท่าไร?
ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งใช้เวลาย่อยสลายนานมาก โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 500-1,000 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติกและสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และแสงแดด ในช่วงเวลาดังกล่าว ถุงพลาสติกจะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เรียกว่า "ไมโครพลาสติก" ซึ่งสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ได้ การเก็บค่าถุงพลาสติกช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่เข้าสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการช่วยลดโลกร้อนและปกป้องระบบนิเวศ
9. ประเทศไทยมีแผนการจัดการถุงพลาสติกในอนาคตอย่างไร?
ประเทศไทยมีแผนการจัดการถุงพลาสติกภายใต้ "Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573" โดยมีเป้าหมายให้ขยะพลาสติกเป้าหมายได้รับการนำกลับมาใช้ประโยชน์ (Recycle) 100% ภายในปี 2573 นอกจากนี้ ยังมีแผนการยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งประเภทต่างๆ เช่น:
- ถุงพลาสติกหูหิ้วความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน (ยกเลิกไปแล้วในปี 2563)
- กล่องโฟมบรรจุอาหาร (เป้าหมายยกเลิกภายในปี 2565)
- แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่มีความหนาน้อยกว่า 100 ไมครอน (เป้าหมายยกเลิกภายในปี 2565)
- หลอดพลาสติก (เป้าหมายยกเลิกภายในปี 2565)
โดยในส่วนของถุงพลาสติก นอกจากการงดแจกถุงฟรีแล้ว ยังมีแผนการส่งเสริมการใช้ถุงผ้า ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ และถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบการจัดการขยะและการรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
10. ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในการลดการใช้ถุงพลาสติกได้อย่างไร?
ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในการลดการใช้ถุงพลาสติกได้หลายวิธี เช่น:
- นำถุงผ้าหรือถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ไปเวลาซื้อของ
- ปฏิเสธการรับถุงพลาสติกเมื่อซื้อสินค้าจำนวนน้อยที่สามารถถือได้โดยไม่ต้องใช้ถุง
- ใช้ตะกร้าหรือกระเป๋าสำหรับซื้อของที่สามารถใช้ได้ระยะยาว
- สนับสนุนร้านค้าและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- เผยแพร่ความรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของถุงพลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม
- รีไซเคิลถุงพลาสติกที่ได้รับมา เช่น นำไปใช้เป็นถุงขยะในบ้าน หรือนำไปยังจุดรับรีไซเคิล
- สนับสนุนนโยบายและมาตรการของภาครัฐและเอกชนในการลดการใช้ถุงพลาสติก
การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกและการลดโลกร้อน โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตประจำวันสามารถส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทความที่น่าสนใจ by News Daily TH
✪ โกลด์แมน แซคส์ เคยกว้านซื้อหนี้คนไทยช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง
✪ เกาหลีเหนือ เปิดตัวโดรนพลีชีพ AI รุ่นใหม่ คิม จอง อึน ร่วมสังเกตการณ์ทดสอบ
หากอ่านแล้วบทความมีประโยชน์ กดโหวต ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ให้ด้วยนะคะ








