Share Facebook LINE Twitter
หน้าแรก เว็บบอร์ด Chat ตรวจหวย ควิซ คำนวณ Pageแชร์ลิ้ง
หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ประเทศที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติกร้านค้ามีประเทศอะไรบ้าง? อัตราอยู่ที่เท่าไร?

เนื้อหาโดย News Daily TH x เปิด War

การใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ในแต่ละปี มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 500 พันล้านใบทั่วโลก โดยถุงพลาสติกเหล่านี้ใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 1,000 ปี และมักจบลงในมหาสมุทร ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศ

การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นหนึ่งในมาตรการที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดโลกร้อน บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก อัตราค่าธรรมเนียม และการนำรายได้จากค่าธรรมเนียมไปใช้ รวมถึงผลกระทบของมาตรการดังกล่าวต่อการลดการใช้ถุงพลาสติกและการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ประเทศในยุโรปที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก

สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในยุโรปที่เริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก โดยเริ่มต้นในเวลส์ในปี 2011 ก่อนที่จะขยายไปยังสกอตแลนด์ในปี 2014 อังกฤษในปี 2015 และไอร์แลนด์เหนือในปี 2013

อัตราค่าธรรมเนียม: 5-10 เพนซ์ต่อถุง (ประมาณ 2-4 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่จะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลด้านสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทของสหราชอาณาจักร (DEFRA) ในปี 2019 ร้านค้าต่างๆ ได้บริจาคเงินกว่า 51 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,050 ล้านบาท) ให้กับสาเหตุด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Center for Environment, Fisheries and Aquaculture Science (CEFAS) พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในสหราชอาณาจักรลดลงมากกว่า 95% หลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ จากเดิมที่มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 7.6 พันล้านใบต่อปีในอังกฤษ ลดลงเหลือน้อยกว่า 550 ล้านใบในปี 2018-2019

ไอร์แลนด์

ไอร์แลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่นำมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกมาใช้ในระดับประเทศ โดยเริ่มในปี 2002

อัตราค่าธรรมเนียม: 22 เซนต์ยูโรต่อถุง (ประมาณ 9 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในไอร์แลนด์จะถูกนำเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม (Environmental Fund) ซึ่งใช้สนับสนุนโครงการด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสื่อสารของไอร์แลนด์ รายได้จากค่าถุงพลาสติกรวมกว่า 200 ล้านยูโร (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Department of Environment, Heritage and Local Government พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในไอร์แลนด์ลดลงมากกว่า 90% ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ จากเดิมที่มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 1.2 พันล้านใบต่อปี ลดลงเหลือเพียง 230 ล้านใบ

เดนมาร์ก

เดนมาร์กเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกตั้งแต่ปี 1994 และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงที่สุดในยุโรป

อัตราค่าธรรมเนียม: 4 โครนเดนมาร์กต่อถุง (ประมาณ 20 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในเดนมาร์กจะเข้าสู่งบประมาณทั่วไปของรัฐบาลและมีส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้กับกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล

ผลกระทบ: ตามรายงานจาก Danish Environmental Protection Agency การใช้ถุงพลาสติกในเดนมาร์กลดลงมากกว่า 70% นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ โดยปัจจุบันชาวเดนมาร์กใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยเพียง 4 ใบต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในยุโรป

เยอรมนี

เยอรมนีเริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกในปี 2016 แม้จะไม่มีกฎหมายบังคับในระดับประเทศ แต่มีข้อตกลงโดยสมัครใจระหว่างรัฐบาลและภาคธุรกิจค้าปลีก

อัตราค่าธรรมเนียม: 20-50 เซนต์ยูโรต่อถุง (ประมาณ 8-20 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: ในเยอรมนี รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยบางร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจาก German Retail Federation (HDE) ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 10 ล้านยูโร (ประมาณ 400 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ผลกระทบ: การศึกษาโดย German Environment Agency (UBA) พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในเยอรมนีลดลงจาก 71 ใบต่อคนต่อปีในปี 2015 เหลือเพียง 24 ใบต่อคนต่อปีในปี 2018 ซึ่งลดลงมากกว่า 60%

อิตาลี

อิตาลีห้ามใช้ถุงพลาสติกที่ไม่ย่อยสลายได้ตั้งแต่ปี 2011 และเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกชีวภาพในปี 2018

อัตราค่าธรรมเนียม: 10-30 เซนต์ยูโรต่อถุง (ประมาณ 4-12 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในอิตาลีส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยมีส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้กับกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ

ผลกระทบ: ตามรายงานจาก Italian Institute for Environmental Protection and Research (ISPRA) การบริโภคถุงพลาสติกในอิตาลีลดลงมากกว่า 55% ภายในสองปีหลังจากการนำมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกมาใช้ และลดลงอีก 30% หลังจากเริ่มเก็บค่าธรรมเนียม

ประเทศในเอเชียที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก

ฮ่องกง

ฮ่องกงเริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกในปี 2009 โดยเริ่มจากร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ก่อนจะขยายไปยังร้านค้าทุกประเภทในปี 2015

อัตราค่าธรรมเนียม: 0.50-1 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่อถุง (ประมาณ 2.20-4.40 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในฮ่องกงส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า แต่รัฐบาลส่งเสริมให้นำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจาก Environmental Protection Department ของฮ่องกง ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 50 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 200 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Hong Kong Environmental Protection Department พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในฮ่องกงลดลงมากกว่า 90% ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรก และลดลงอีก 25% หลังจากขยายมาตรการไปยังร้านค้าทุกประเภท

ไต้หวัน

ไต้หวันเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในปี 2003 โดยเริ่มจากหน่วยงานรัฐบาลและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ก่อนจะขยายไปยังร้านค้าทุกประเภทในปี 2018

อัตราค่าธรรมเนียม: 1-3 ดอลลาร์ไต้หวันต่อถุง (ประมาณ 1-3 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในไต้หวันจะถูกนำเข้ากองทุนคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Fund) ซึ่งใช้สนับสนุนโครงการด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิล ตามรายงานจากหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไต้หวัน (Taiwan EPA) รายได้จากค่าถุงพลาสติกรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 5 พันล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Taiwan Environmental Protection Administration พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในไต้หวันลดลงมากกว่า 80% ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในระยะแรก และลดลงอีก 60% หลังจากขยายมาตรการไปยังร้านค้าทุกประเภท โดยปัจจุบันชาวไต้หวันใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยเพียง 18 ใบต่อคนต่อปี

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเริ่มใช้มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกทั่วประเทศในปี 2020 หลังจากมีการทดลองใช้ในบางพื้นที่มานานกว่า 10 ปี

อัตราค่าธรรมเนียม: 3-10 เยนต่อถุง (ประมาณ 1-3 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: ในญี่ปุ่น รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยตามข้อกำหนดของรัฐบาล ร้านค้าต้องรายงานการใช้รายได้ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 5 พันล้านเยน (ประมาณ 1.5 พันล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในปีแรกที่ใช้มาตรการ

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Japan Environment Ministry พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในญี่ปุ่นลดลงมากกว่า 70% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ทั่วประเทศ จากเดิมที่มีการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 30 พันล้านใบต่อปี ลดลงเหลือเพียง 9 พันล้านใบ

ประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยโครงการ "ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม" และในวันที่ 1 มกราคม 2563 ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ทั่วประเทศได้ร่วมกันงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วฟรี

อัตราค่าธรรมเนียม: 1-3 บาทต่อถุง ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของถุง โดยแต่ละร้านค้ากำหนดราคาแตกต่างกัน

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าถุงพลาสติกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านได้ประกาศนำรายได้ไปบริจาคให้กับมูลนิธิและโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี โครงการปลูกป่า และกิจกรรมอนุรักษ์ทะเล ตามรายงานจากกรมควบคุมมลพิษ ในปีแรกของการรณรงค์ ร้านค้าต่างๆ ได้นำรายได้กว่า 100 ล้านบาทไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณประโยชน์

ผลกระทบ: การศึกษาโดยกรมควบคุมมลพิษพบว่า หลังจากการรณรงค์งดแจกถุงพลาสติกในปี 2563 สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้กว่า 5.5 พันล้านใบในช่วง 1 ปีแรก คิดเป็นการลดลงร้อยละ 30 ของการใช้ถุงพลาสติกทั้งหมดในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้ประมาณ 50,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 225,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

สิงคโปร์

สิงคโปร์เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในปี 2023 หลังจากมีการทดลองใช้โดยสมัครใจในซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งมาตั้งแต่ปี 2019

อัตราค่าธรรมเนียม: 5-10 เซนต์สิงคโปร์ต่อถุง (ประมาณ 1-3 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยรัฐบาลส่งเสริมให้นำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ตามรายงานจาก National Environment Agency (NEA) ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 25 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในช่วงการทดลองใช้มาตรการ

ผลกระทบ: การศึกษาโดย National Environment Agency พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เข้าร่วมโครงการทดลองลดลงมากกว่า 60% และคาดว่าการใช้ถุงพลาสติกทั่วประเทศจะลดลงมากกว่า 70% ภายในปี 2024

ประเทศในอเมริกาที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก

แคนาดา

แคนาดาไม่มีกฎหมายระดับประเทศเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก แต่หลายเมืองและหลายจังหวัดได้นำมาตรการนี้มาใช้ เช่น โตรอนโต (2009), มอนทรีออล (2018), และบริติชโคลัมเบีย (2020)

อัตราค่าธรรมเนียม: 5-25 เซนต์แคนาดาต่อถุง (ประมาณ 1-7 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: ในแคนาดา รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามรายงานจาก Retail Council of Canada ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 250 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Environment and Climate Change Canada พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในพื้นที่ที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมลดลงมากกว่า 70% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาไม่มีกฎหมายระดับประเทศเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก แต่หลายรัฐและเมืองได้นำมาตรการนี้มาใช้ เช่น แคลิฟอร์เนีย (2014), นิวยอร์ก (2020), และวอชิงตัน ดี.ซี. (2010)

อัตราค่าธรรมเนียม: 5-25 เซนต์ต่อถุง (ประมาณ 2-9 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: ในสหรัฐอเมริกา รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกจะถูกจัดสรรแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐและเมือง โดยบางส่วนจะอยู่ที่ร้านค้า บางส่วนจะถูกนำเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมของรัฐหรือเมือง ตามรายงานจาก U.S. Environmental Protection Agency รายได้จากค่าถุงพลาสติกในวอชิงตัน ดี.ซี. กว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 350 ล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Equinox Center ในแคลิฟอร์เนียพบว่า การใช้ถุงพลาสติกในซานดิเอโกลดลงมากกว่า 60% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ ในขณะที่วอชิงตัน ดี.ซี. รายงานการลดลงของขยะถุงพลาสติกในแม่น้ำโพโทแมคถึง 72% ภายในสี่ปีหลังจากการเริ่มเก็บค่าธรรมเนียม

ประเทศในแอฟริกาที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก

แอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้เป็นประเทศแรกในแอฟริกาที่นำมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกมาใช้ โดยเริ่มในปี 2003

อัตราค่าธรรมเนียม: 25 เซนต์แรนด์ต่อถุง (ประมาณ 0.5 บาท) ในตอนเริ่มต้น และเพิ่มเป็น 28 เซนต์แรนด์ในปี 2022

การนำรายได้ไปใช้: รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในแอฟริกาใต้จะถูกนำเข้ากองทุนพัฒนาการรีไซเคิลพลาสติก (Buyisa-e-Bag Fund) ซึ่งสนับสนุนการสร้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล ตามรายงานจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมแอฟริกาใต้ รายได้จากค่าถุงพลาสติกรวมกว่า 1.5 พันล้านแรนด์ (ประมาณ 3 พันล้านบาท) ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการด้านการรีไซเคิลนับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการ

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Department of Environmental Affairs ของแอฟริกาใต้พบว่า การใช้ถุงพลาสติกลดลงมากกว่า 70% ในช่วงแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การใช้ถุงพลาสติกเริ่มเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 มีรายงานว่าการใช้ถุงพลาสติกยังคงลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับก่อนมีมาตรการ

เคนยา

เคนยาเริ่มใช้มาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกในปี 2017 และเป็นประเทศที่มีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลกสำหรับการใช้ถุงพลาสติกที่ไม่จำเป็น

อัตราค่าธรรมเนียม: ในเคนยาไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก แต่มีการห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างสิ้นเชิง โดยมีบทลงโทษหนักถึงจำคุก 4 ปี หรือปรับ 40,000 ชิลลิงเคนยา (ประมาณ 13,000 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: เนื่องจากเป็นมาตรการห้ามใช้ จึงไม่มีรายได้จากค่าธรรมเนียม แต่รายได้จากค่าปรับจะถูกนำเข้ากองทุนคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

ผลกระทบ: การศึกษาโดย National Environment Management Authority (NEMA) ของเคนยาพบว่า ปริมาณขยะถุงพลาสติกในเคนยาลดลงมากกว่า 80% ภายในปีแรกหลังจากการห้ามใช้ และพบว่ามีการปรับตัวของอุตสาหกรรมในการผลิตถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ประเทศในโอเชียเนียที่มีการเก็บค่าถุงพลาสติก

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียไม่มีกฎหมายระดับประเทศเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก แต่ทุกรัฐและเขตปกครองได้นำมาตรการนี้มาใช้ โดยเริ่มจากแทสเมเนีย (2013) ตามมาด้วยแอคที (2018), ควีนส์แลนด์ (2018), เวสเทิร์นออสเตรเลีย (2018), วิกตอเรีย (2019), นิวเซาท์เวลส์ (2022) และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (2022)

อัตราค่าธรรมเนียม: 5-15 เซนต์ออสเตรเลียต่อถุง (ประมาณ 1-4 บาท)

การนำรายได้ไปใช้: ในออสเตรเลีย รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามรายงานจาก Australian Retailers Association ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 120 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Clean Up Australia พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในออสเตรเลียลดลงมากกว่า 80% ภายในปีแรกหลังจากการนำมาตรการนี้มาใช้ในแต่ละรัฐ โดยรวมทั้งประเทศ ออสเตรเลียลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 7 พันล้านใบต่อปี

นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์เริ่มห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในปี 2019 แต่ก่อนหน้านั้น หลายร้านค้าได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกโดยสมัครใจตั้งแต่ปี 2015

อัตราค่าธรรมเนียม: 10-25 เซนต์นิวซีแลนด์ต่อถุง (ประมาณ 2-6 บาท) ในช่วงที่มีการเก็บค่าธรรมเนียม

การนำรายได้ไปใช้: ในนิวซีแลนด์ รายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้านค้า โดยหลายร้านนำไปบริจาคให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตามรายงานจาก New Zealand Retailers Association ร้านค้าหลายแห่งได้นำรายได้กว่า 3 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 70 ล้านบาท) ไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชนในช่วงที่มีการเก็บค่าธรรมเนียม

ผลกระทบ: การศึกษาโดย Ministry for the Environment ของนิวซีแลนด์พบว่า การใช้ถุงพลาสติกในนิวซีแลนด์ลดลงมากกว่า 60% ในช่วงที่มีการเก็บค่าธรรมเนียม และลดลงมากกว่า 90% หลังจากการห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยรวมทั้งประเทศ นิวซีแลนด์ลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 1 พันล้านใบต่อปี

ประสิทธิผลของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก

การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกและขยะพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศต่างๆ พบว่ามาตรการนี้มีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกได้เฉลี่ย 60-90% ในปีแรกที่นำมาใช้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก ได้แก่:

  1. อัตราค่าธรรมเนียม: ประเทศที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงกว่า เช่น ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก มีแนวโน้มที่จะเห็นการลดลงของการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า
  2. การนำรายได้ไปใช้: ประเทศที่มีความโปร่งใสในการนำรายได้จากค่าธรรมเนียมไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ไอร์แลนด์ และไต้หวัน มีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า
  3. การสร้างความตระหนักรู้: ประเทศที่มีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ควบคู่ไปกับการเก็บค่าธรรมเนียม เช่น ญี่ปุ่น และแคนาดา มีแนวโน้มที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืนมากกว่า
  4. ทางเลือกอื่น: ประเทศที่มีการส่งเสริมการใช้ถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือถุงผ้า เช่น เยอรมนี และฮ่องกง มีแนวโน้มที่จะเห็นการลดลงของการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าประสิทธิผลของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับค่าธรรมเนียม ดังนั้น หลายประเทศจึงมีการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมเป็นระยะ หรือนำมาตรการอื่นๆ มาใช้ควบคู่กัน เช่น การห้ามใช้ถุงพลาสติกบางประเภท หรือการส่งเสริมการใช้ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

แนวโน้มและความท้าทายในอนาคต

แนวโน้มในอนาคตของมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกและการลดการใช้ถุงพลาสติก มีดังนี้:

  1. การขยายขอบเขตของมาตรการ: หลายประเทศมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตของมาตรการจากการเก็บค่าธรรมเนียมไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติกบางประเภท หรือทุกประเภท เช่น อิตาลี ฝรั่งเศส และนิวซีแลนด์
  2. การใช้มาตรการผสมผสาน: การผสมผสานระหว่างการเก็บค่าธรรมเนียม การห้ามใช้ และการสร้างแรงจูงใจสำหรับทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การลดภาษีสำหรับการผลิตถุงที่สามารถย่อยสลายได้
  3. การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม: การพัฒนาถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ถุงที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือถุงที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ความท้าทายในการลดการใช้ถุงพลาสติกและการดำเนินมาตรการเก็บค่าถุงพลาสติก มีดังนี้:

  1. ความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ: การหาจุดสมดุลระหว่างการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมพลาสติก
  2. ความเท่าเทียมและความเป็นธรรม: การพิจารณาผลกระทบของมาตรการต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มเปราะบาง และการหามาตรการรองรับที่เหมาะสม
  3. การบังคับใช้และการติดตามผล: การพัฒนาระบบการบังคับใช้และการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่อาจมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี

สรุปบทความประเทศที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก

การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกและขยะพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่นำมาตรการนี้มาใช้ส่วนใหญ่พบว่าสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของการลดขยะพลาสติกในมหาสมุทร การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

อัตราค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.5 บาทไปจนถึง 20 บาทต่อถุง ขึ้นอยู่กับนโยบายและเป้าหมายของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่มีอัตราค่าธรรมเนียมสูงกว่ามักจะเห็นการลดลงของการใช้ถุงพลาสติกมากกว่า

การนำรายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกไปใช้ก็มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยส่วนใหญ่จะนำไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และการรีไซเคิล ซึ่งช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนของมาตรการและเพิ่มการยอมรับจากประชาชน

ในอนาคต คาดว่าจะมีการขยายขอบเขตของมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติกไปสู่การห้ามใช้ถุงพลาสติกบางประเภทหรือทุกประเภท ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ถุงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตถุงที่ยั่งยืนมากขึ้น

การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกและการลดโลกร้อน อย่างยั่งยืน โดยการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดมาตรการที่จำเป็นในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเก็บค่าถุงพลาสติก (FAQ)

1. ทำไมจึงต้องมีการเก็บค่าถุงพลาสติก?

การเก็บค่าถุงพลาสติกมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาขยะพลาสติกและมลพิษในสิ่งแวดล้อม ถุงพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 1,000 ปี และมักจบลงในมหาสมุทร ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศ นอกจากนี้ การผลิตถุงพลาสติกยังใช้ทรัพยากรน้ำมันและพลังงานจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดโลกร้อน

2. เงินจากค่าถุงพลาสติกไปไหน?

การนำรายได้จากค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกไปใช้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลัก คือ

3. มาตรการเก็บค่าถุงพลาสติกมีประสิทธิผลจริงหรือไม่?

มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกมีประสิทธิผลในการลดการใช้ถุงพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉลี่ยสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ 60-90% ในปีแรกที่นำมาใช้ ตัวอย่างเช่น ไอร์แลนด์ลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 90% ภายในเวลาเพียง 1 ปี สหราชอาณาจักรลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 95% และฮ่องกงลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 90% ในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

4. อัตราค่าถุงพลาสติกที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร?

อัตราค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับรายได้ของประชากร ต้นทุนการผลิตถุงพลาสติก และเป้าหมายในการลดการใช้ถุงพลาสติก จากการศึกษาพบว่า อัตราค่าธรรมเนียมที่มีประสิทธิผลควรอยู่ในระดับที่สูงพอที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่สูงเกินไปจนส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยทั่วไป อัตราค่าธรรมเนียมที่มีประสิทธิผลมักอยู่ที่ประมาณ 5-10% ของราคาสินค้าทั่วไปในร้านค้า

5. มีทางเลือกอื่นนอกจากการเก็บค่าถุงพลาสติกหรือไม่?

นอกจากการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก ยังมีมาตรการอื่นๆ ในการลดการใช้ถุงพลาสติก เช่น:

6. การเก็บค่าถุงพลาสติกส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือไม่?

การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากค่าธรรมเนียมเป็นอัตราคงที่ไม่ว่าระดับรายได้จะเป็นเท่าใด อย่างไรก็ตาม หลายประเทศได้มีมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว เช่น:

7. การเก็บค่าถุงพลาสติกส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกหรือไม่?

การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกในช่วงแรก เนื่องจากอาจมีการปรับตัวในการจัดการสินค้าและการให้บริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว พบว่าธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการนี้ เช่น:

8. ถุงพลาสติกและการย่อยสลายใช้เวลานานเท่าไร?

ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งใช้เวลาย่อยสลายนานมาก โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 500-1,000 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติกและสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และแสงแดด ในช่วงเวลาดังกล่าว ถุงพลาสติกจะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เรียกว่า "ไมโครพลาสติก" ซึ่งสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ได้ การเก็บค่าถุงพลาสติกช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่เข้าสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการช่วยลดโลกร้อนและปกป้องระบบนิเวศ

9. ประเทศไทยมีแผนการจัดการถุงพลาสติกในอนาคตอย่างไร?

ประเทศไทยมีแผนการจัดการถุงพลาสติกภายใต้ "Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573" โดยมีเป้าหมายให้ขยะพลาสติกเป้าหมายได้รับการนำกลับมาใช้ประโยชน์ (Recycle) 100% ภายในปี 2573 นอกจากนี้ ยังมีแผนการยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งประเภทต่างๆ เช่น:

โดยในส่วนของถุงพลาสติก นอกจากการงดแจกถุงฟรีแล้ว ยังมีแผนการส่งเสริมการใช้ถุงผ้า ถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ และถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ รวมถึงการพัฒนาระบบการจัดการขยะและการรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

10. ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในการลดการใช้ถุงพลาสติกได้อย่างไร?

ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วมในการลดการใช้ถุงพลาสติกได้หลายวิธี เช่น:

การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกและการลดโลกร้อน โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตประจำวันสามารถส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ


บทความที่น่าสนใจ by News Daily TH
✪ โกลด์แมน แซคส์ เคยกว้านซื้อหนี้คนไทยช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

✪ เกาหลีเหนือ เปิดตัวโดรนพลีชีพ AI รุ่นใหม่ คิม จอง อึน ร่วมสังเกตการณ์ทดสอบ

หากอ่านแล้วบทความมีประโยชน์ กดโหวต ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ให้ด้วยนะคะ

เนื้อหาโดย: News Daily TH
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
News Daily TH x เปิด War's profile


โพสท์โดย: News Daily TH x เปิด War
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: รู้ไว้ใช่ว่า by News Daily TH, News Daily TH x เปิด War
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
familiar: คุ้น คุ้นเคยคิมจองอึนสั่งแบนฮอตดอก ชี้เป็นภัยต่ออัตลักษณ์เกาหลีเหนือ!!!ทึ่งทั่วไทย:ย่าโมมีความสำคัญอย่างไรกับโคราชรอยแยก "ลานหินแตก" ผาแต้ม – มหัศจรรย์ธรรมชาติแห่งอุบลราชธานีรัฐบาลเมียนมาสั่งหยุดยิงชั่วคราว จนถึง 22 เม.ย เปิดทางให้หน่วยกู้ภัยเข้าช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว 😏รีวิว Sergeant Keroro ของสะสมจาก เคโรโระ ขบวนการอ๊บอ๊บป่วนโลก ที่คุณควรหามาสะสมภาษา เป็นตัวกำหนดความคิด ของคนประเทศนั้น
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ใจป๋าสุดๆ! "รถถัง" หอบเงินสดเป็นฟ่อน มอบให้ครอบครัวแบบจัดเต็มทึ่งทั่วไทย:ย่าโมมีความสำคัญอย่างไรกับโคราช
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ทั่วไป
ดอกซากุระแสนสวยในญี่ปุ่นรีวิว Sergeant Keroro ของสะสมจาก เคโรโระ ขบวนการอ๊บอ๊บป่วนโลก ที่คุณควรหามาสะสม11 ปีแห่งการรอคอยในที่สุด Mario Kart ภาคใหม่ Mario Kart World ก็มาเป็นที่เรียบร้อยบน Nintendo Switch 2"มาเรีย ทาคากิ" นางเอก\/ ในตำนาน..ที่มีค่าตัวสูงที่สุดในวงการ
ตั้งกระทู้ใหม่
หน้าแรกเว็บบอร์ดหาเพื่อนChatหาเพื่อน Lineหาเพื่อน SkypePic PostตรวจหวยควิซคำนวณPageแชร์ลิ้ง
Postjung
เงื่อนไขการให้บริการ ติดต่อเว็บไซต์ แจ้งปัญหาการใช้งาน แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม ข่าวประชาสัมพันธ์ ลงโฆษณา
เว็บไซต์นี้ใช้ Cookie
เพื่อประสบการณ์ที่ดีและการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดูข้อมูลเพิ่มเติม อ่านนโยบายการใช้งาน
ตกลง