“หยวนซื่อไข่” นายพลที่หักหลังทุกฝ่าย บั้นปลายอยู่บนบัลลังก์ฮ่องเต้ได้แค่ 82 วัน
หยวนซื่อไข่คือนายพลที่ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายของราชวงศ์ชิง จนได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน แต่กลับทรยศทุกฝ่าย ลอบสังหารคู่แข่ง ยอมรับข้อเรียกร้อง 21 ข้อของญี่ปุ่นจนถูกมองว่าขายชาติ แล้วยังประกาศตนเป็นฮ่องเต้โดยไม่มีสายเลือดหรือความชอบธรรมใดๆ คนจีนจึงไม่ยอมรับเพราะทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถูกต่อต้านทั้งประเทศและต้องสละบัลลังก์ใน 82 วัน ก่อนเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น
หยวนซื่อไข่ เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2402 (ค.ศ. 1859) ที่เมืองเซี่ยงเฉิง มณฑลเหอหนาน ครอบครัวของหยวนซื่อไข่เป็นตระกูลที่มีฐานะค่อนข้างดี มีที่ดินและทรัพย์สินพอสมควร แต่หยวนซื่อไข่เองไม่ใช่คนที่เก่งทางหนังสือเลย สอบราชการขุนนางวรรณกรรมหรือข้อสอบจอหงวนถึงสองครั้งก็ไม่ผ่าน ตอนนั้นการสอบจอหงวนคือเส้นทางเข้าสู่ระบบราชการของจีน ใครสอบได้ก็ได้เป็นขุนนาง มีอำนาจ มีบรรดาศักดิ์ แต่หยวนซื่อไข่ไม่ได้เรียนเก่ง ไม่ถนัดตำรา ไม่ถนัดบทกวี สิ่งที่ถนัดคือการขี่ม้า ยิงธนู ต่อสู้ ร่างกายแข็งแรง ชอบกีฬา ชอบความเป็นลูกผู้ชายมากกว่าการนั่งอ่านตำราอยู่ในห้อง พอสอบไม่ได้ก็เลยหันไปทางทหารแทน ซึ่งตอนนั้นการเป็นทหารก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เข้าสู่ระบบราชการได้ และก็เป็นทางเลือกที่เหมาะกับนิสัยของหยวนซื่อไข่มากกว่าด้วย

โอกาสแรกของหยวนซื่อไข่มาถึงในปี พ.ศ. 2425 (ค.ศ. 1882) เมื่อจีนส่งทหารไปยังเกาหลีในสมัยราชวงศ์โชซอน เพราะเกาหลีตอนนั้นเป็นเมืองขึ้นของจีน ราชสำนักจีนส่งกองกำลังไปช่วยฝึกทหารเกาหลีและปกป้องผลประโยชน์ของจีนในคาบสมุทรเกาหลี หยวนซื่อไข่ได้ไปร่วมในกองกำลังนี้ และก็ทำหน้าที่ได้ดี ได้แสดงความสามารถทางการทหารและการเมือง ในปี พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884) เกิดกบฏกัปซินในเกาหลี ฝ่ายปฏิรูปที่ได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่นพยายามจะยึดอำนาจ หยวนซื่อไข่เป็นผู้ปราบกบฏครั้งนั้น ทำให้ทางการจีนและราชสำนักเกาหลีให้ความไว้วางใจอย่างมาก
ต่อมาในปี พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885) หยวนซื่อไข่ได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตประจำฮันซ็อง ซึ่งตำแหน่งนี้เทียบเท่าเอกอัครราชทูต แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีสถานะเป็นที่ปรึกษาสูงสุดด้านนโยบายของรัฐบาลเกาหลี หยวนซื่อไข่ใช้เวลาอยู่ในเกาหลีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 (ค.ศ. 1882) ถึงปี พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) รวมเกือบสิบสองปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่หยวนซื่อไข่สร้างเครือข่ายทางการเมืองและทางทหารได้มาก ได้เรียนรู้ภูมิศาสตร์การเมืองของเอเชียตะวันออก และได้สั่งสมชื่อเสียงว่าเป็นนายทหารที่มีความสามารถ ซื่อสัตย์ต่อราชสำนักจีน และเข้มแข็งในการจัดการกับญี่ปุ่น
ในปี พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง จีนภายใต้ราชวงศ์ชิงพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นอย่างยับเยิน ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้ราชสำนักจีนตื่นตัวว่ากองทัพจีนล้าหลังเกินไป ต้องปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก หลี่หงจาง ขุนนางผู้ใหญ่ของราชวงศ์ชิง ผู้เป็นที่ปรึกษาและผู้อาวุโส ได้แนะนำให้หยวนซื่อไข่รับผิดชอบการฝึกกองทัพใหม่ เพราะเห็นผลงานในเกาหลีว่าทำได้ดี หยวนซื่อไข่จึงเริ่มฝึกกองทัพใหม่ที่เสี่ยวจ้านใกล้เมืองเทียนจินในปี พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) โดยใช้วิธีการแบบเยอรมัน จ้างที่ปรึกษาทหารเยอรมันมาฝึก จัดระเบียบตามแบบกองทัพยุโรป กองทัพนี้คือกองทัพเป่ยหยาง ซึ่งต่อมากลายเป็นกองกำลังที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของจีน กองทัพนี้จะตามตัวหยวนซื่อไข่ไปตลอดชีวิตการเมืองของเขา และจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้หยวนซื่อไข่ไต่ขึ้นสู่อำนาจสูงสุด
เหตุการณ์สำคัญที่บอกเล่านิสัยของหยวนซื่อไข่ได้ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898) ในขณะนั้นจักรพรรดิกวังซวี่พยายามปฏิรูปประเทศ ขบวนการนี้เรียกว่าการปฏิรูปร้อยวัน จักรพรรดิกวังซวี่ทรงเชื่อมั่นในฝีมือและความสามารถของหยวนซื่อไข่ จึงมีราชโองการลับให้หยวนซื่อไข่ช่วยกำจัดหยงลู่ ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่จักรพรรดิมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป แต่หยวนซื่อไข่กลับนำความลับนี้ไปบอกหยงลู่ และหยงลู่ก็นำเรื่องไปกราบบังคมทูลพระพันปีหลวงซือสีไทเฮา พระพันปีหลวงซือสีไทเฮาจึงยึดอำนาจคืน กักกังจักรพรรดิกวังซวี่ไว้ในพระราชวัง และยกเลิกการปฏิรูปทั้งหมด การปฏิรูปร้อยวันที่จะเปลี่ยนแปลงจีนให้ทันสมัยก็จบลงภายในเวลาอันสั้น เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าหยวนซื่อไข่ไม่ใช่คนที่จะยืนเคียงข้างผู้ใดเมื่อฝั่งนั้นกำลังเสียเปรียบ แต่เลือกที่จะอยู่ฝั่งที่มีอำนาจมากกว่าเสมอ และนิสัยข้อนี้จะปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดชีวิตการเมืองของหยวนซื่อไข่
ในปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) เกิดกบฏนักมวย กบฏต่อต้านชาวต่างชาติในจีน กองทัพของหยวนซื่อไข่ไม่ได้เข้าร่วมกบฏ เขาเลือกปราบกบฏและปกป้องผลประโยชน์ของชาวต่างชาติในเขตที่รับผิดชอบ ทำให้ชาติตะวันตกมองว่าหยวนซื่อไข่เป็นคนที่น่าเชื่อถือและสมเหตุสมผล ในขณะที่กองทัพอื่นของจีนถูกทำลายในสงครามกบฏนักมวย กองทัพเป่ยหยางของหยวนซื่อไข่รอดมาได้อย่างสมบูรณ์ และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในจีน มีทหารถึงเจ็ดหมื่นนายในหกกองพล พร้อมโรงเรียนนายทหารของตนเอง ทำให้หยวนซื่อไข่กลายเป็นบุคคลที่ทั้งจีนและชาติตะวันตกต้องยอมรับว่ามีอำนาจทางทหารสูงสุดในจีนยุคนั้น
ในปี พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) หยวนซื่อไข่มีสถานะเทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดและรัฐมนตรีกลาโหม อำนาจของเขาขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้วเหตุการณ์ก็หมุนไปอีกครั้ง เมื่อพระพันปีหลวงซือสีไทเฮาและจักรพรรดิกวังซวี่สวรรคตภายในวันเดียวกันในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) บางแหล่งระบุว่าพระอัธยาศัยของจักรพรรดิกวังซวี่มีราชโองการให้ประหารหยวนซื่อไข่ด้วยซ้ำ แต่ผู้สำเร็จราชการคนใหม่คือเจ้าชายชุน หรือจายฟง ไม่ได้ลงโทษประหาร แต่ปลดหยวนซื่อไข่ออกจากตำแหน่งทั้งหมดในเดือนมกราคม พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) ส่งกลับบ้านเกิดไปอยู่อย่างสงบ ดูเหมือนว่าชีวิตทางการเมืองของหยวนซื่อไข่จะจบลงแล้ว แต่ความจริงแล้วเขายังมีเครือข่ายทหารเป่ยหยางที่จงรักภักดีอยู่ และเขาก็รอคอยจังหวะที่เหมาะสม
จังหวะนั้นมาถึงในปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) เมื่อเกิดการปฏิวัติซินไฮ่ ขบวนการปฏิวัติที่นำโดยซุนยัตเซน มีจุดมุ่งหมายจะล้มราชวงศ์ชิงและสถาปนาสาธารณรัฐ ราชสำนักจีนตื่นตระหนก กองทัพที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิงไม่สามารถปราบกบฏได้ จึงต้องเรียกหยวนซื่อไข่กลับมารับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพเป่ยหยางอีกครั้ง เพราะกองทัพนี้เป็นกองกำลังเดียวที่มีประสิทธิภาพพอจะรับมือกับฝ่ายปฏิวัติได้
แต่หยวนซื่อไข่ก็ไม่ได้ทำตามที่ราชสำนักหวังไว้ เขาหันไปเจรจากับฝ่ายปฏิวัติแทน แลกเบี้ยกับการที่เขาจะได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีนที่กำลังจะเกิดขึ้น หยวนซื่อไข่ใช้กองทัพเป่ยหยางกดดันราชวงศ์ชิงไปทางด้านหนึ่ง และใช้ความเข้มแข็งทางทหารต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติไปอีกด้านหนึ่ง ในที่สุดราชวงศ์ชิงก็ยอมสละราชสมบัติ จักรพรรดิผู่อี๋ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง สละราชบัลลังก์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) ราชวงศ์ชิงที่ปกครองจีนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644) ก็ล่มสลาย จีนเข้าสู่ยุคสาธารณรัฐ และหยวนซื่อไข่ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912)

แต่การเป็นประธานาธิบดีก็ไม่ได้ทำให้หยวนซื่อไข่พึงพอใจ เขาเป็นคนที่ชอบอำนาจเด็ดขาด ไม่ชอบการตรวจสอบ ไม่ชอบรัฐสภา ไม่ชอบรัฐธรรมนูญที่จำกัดอำนาจ ในปี พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) มีการยื่นข้อเสนอว่าเอาเมืองหลวงไว้ที่หนานจิง แต่ทหารเป่ยหยางก่อจลาจลในปักกิ่งและเทียนจิน จนทำให้ต้องยอมเอาเมืองหลวงไว้ที่ปักกิ่งแทน ซึ่งเป็นฐานอำนาจของหยวนซื่อไข่เอง ในปี พ.ศ. 2456 (ค.ศ. 1913) มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา พรรคก๊กมินตั๋งของซุนยัตเซนได้เสียงข้างมาก หยวนซื่อไข่ไม่พอใจ จึงสั่งลอบสังหารซ่งเจ้าเหริน ผู้นำก๊กมินตั๋งที่เป็นที่หวังว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ห้ามพรรคก๊กมินตั๋ง ยุบรัฐสภา และเปลี่ยนรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่จำกัดอำนาจประธานาธิบดีไปทั้งหมด
ซุนยัตเซนและฝ่ายปฏิวัติจึงก่อการกบฏที่เรียกว่าการปฏิวัติครั้งที่สอง แต่กองทัพเป่ยหยางของหยวนซื่อไข่เข้มแข็งกว่ามาก ฝ่ายซุนยัตเซนแพ้และต้องหนีออกนอกประเทศ หยวนซื่อไข่กลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในจีนอย่างไม่มีใครต้านได้ เขาเป็นประธานาธิบดีที่ไม่มีรัฐสภา ไม่มีรัฐธรรมนูญที่จำกัดอำนาจ และมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ แต่นี่ก็ยังไม่พอสำหรับความทะเยอทะยานของหยวนซื่อไข่
ในปี พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คนจีนผิดหวังกับหยวนซื่อไข่อย่างรุนแรง ขณะที่ยุโรปกำลังทำสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ญี่ปุ่นถือโอกาสยื่นข้อเรียกร้อง 21 ข้อต่อรัฐบาลจีน ข้อเรียกร้องเหล่านี้รวมถึงการขยายสิทธิของญี่ปุ่นในแมนจูเรียและมองโกเลีย การจ้างที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน และสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่เป็นการละเมิดอธิปไตยของจีนอย่างรุนแรง การเจรจาระหว่างจีนกับญี่ปุ่นดำเนินไปตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ถึง 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) แล้วในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) หยวนซื่อไข่ยอมรับข้อเรียกร้อง 21 ข้อของญี่ปุ่น การยอมรับนี้ทำให้คนจีนทั้งประเทศโกรธแค้น มองว่าหยวนซื่อไข่ยอมขายชาติเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง หยวนซื่อไข่มองว่าการต่อต้านญี่ปุ่นจะนำไปสู่สงครามและความวุ่นวาย ซึ่งจะเป็นภัยต่อการปกครองและความสบายของเขาเอง เขาจึงเลือกที่จะยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากญี่ปุ่น แต่ในสายตาประชาชนจีน การยอมแพ้นี้คือการทรยศต่อชาติอย่างไม่อาจให้อภัยได้
แต่เรื่องที่ทำให้คนจีนไม่ยอมรับหยวนซื่อไข่อย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่การยอมรับข้อเรียกร้อง 21 ข้อ หากแต่เป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) หยวนซื่อไข่เรียกประชุมสมาชิกสภาที่เขาจัดตั้งขึ้นเอง สภานี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง เป็นสภาหุ่นเชิดที่เขาควบคุมอยู่ สมาชิกสภายื่นคำร้องให้หยวนซื่อไข่ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์และรับตำแหน่งฮ่องเต้ มีการจัดตั้งกลุ่มต่างๆ ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชน ตั้งแต่กรรมกร สตรี นักปรัชญา ไปจนถึงขอทาน ที่ออกมาเรียกร้องให้หยวนซื่อไข่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ทั้งหมดนี้เป็นการจัดฉากที่ทางการของหยวนซื่อไข่กำกับและจัดหาเงินทุนให้เอง ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) หยวนซื่อไข่ประกาศตนเป็นฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิจีน ใช้ชื่อรัชศกว่าหงเสี้ยน แปลว่าธรรมาภิเศกอันยิ่งใหญ่

การประกาศตนเป็นฮ่องเต้ของหยวนซื่อไข่ไม่ได้รับการราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ เขาเพียงแต่อ้างตนเป็นฮ่องเต้ การอ้างตนนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากชาวจีนส่วนใหญ่ หรือจากนานาชาติ และนี่คือเหตุผลที่คนจีนไม่ยอมรับว่าหยวนซื่อไข่เป็นโอรสจากสวรรค์หรือฮ่องเต้โดยชอบธรรม
เหตุผลแรกคือหยวนซื่อไข่ทรยศทุกฝ่ายที่เคยให้ความไว้วางใจ เขาทรยศราชวงศ์ชิงที่เลี้ยงดูและมอบกองทัพให้ เขาทรยศจักรพรรดิกวังซวี่ที่ทรงไว้วางใจให้ช่วยกำจัดหยงลู่ แต่เขากลับไปบอกหยงลู่และพระพันปีหลวงซือสีไทเฮาจนการปฏิรูปล้มเหลว เขาทรยศฝ่ายปฏิวัติของซุนยัตเซนที่ร่วมมือกันล้มราชวงศ์ชิงและสถาปนาสาธารณรัฐ เพราะเมื่อได้เป็นประธานาธิบดีแล้วก็ลอบสังหารผู้นำฝ่ายปฏิวัติ ห้ามพรรคการเมือง ยุบรัฐสภา และยกเลิกรัฐธรรมนูญ แล้วในที่สุดเขาก็ทรยศสาธารณรัฐจีนที่เขาเป็นประธานาธิบดีอยู่ โดยประกาศตนเป็นฮ่องเต้ การทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ไม่มีฝ่ายใดในจีนที่ไว้วางใจหรือยอมรับหยวนซื่อไข่อีกต่อไป
เหตุผลที่สองคือการที่หยวนซื่อไข่ยอมรับข้อเรียกร้อง 21 ข้อของญี่ปุ่น ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นผู้ขายชาติ คนจีนในยุคนั้นมีความรู้สึกชาตินิยมสูง ตื่นตัวเรื่องการถูกชาติตะวันตกและญี่ปุ่นรุมเร้า การที่หยวนซื่อไข่ยอมยอมต่อข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นโดยไม่ต่อสู้ ทำให้เขาสูญเสียความชอบธรรมในสายตาประชาชน และยิ่งทำให้การประกาศตนเป็นฮ่องเต้ดูเหมือนเป็นเรื่องตลก เพราะจะเป็นฮ่องเต้ของชาติที่กำลังถูกเอาเปรียบโดยต่างชาติอย่างไร
เหตุผลที่สามคือจีนเพิ่งล้มระบบกษัตริย์ได้ไม่นาน การปฏิวัติซินไฮ่ในปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) มีจุดมุ่งหมายเพื่อสถาปนาสาธารณรัฐ ปลดแอกประชาชนจากระบบกษัตริย์ที่ล้าหลังและกดขี่ ประชาชนจีนจำนวนมากเสียสละเลือดเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งสาธารณรัฐ การที่หยวนซื่อไข่หันกลับไปสถาปนาระบบกษัตริย์อีกครั้ง ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากการปฏิวัติ จึงเป็นเหมือนการเหยียบย่ำความสละของผู้คน และเป็นการถอยหลังเข้าคลอง คนจีนที่ตื่นตัวและมีความคิดปฏิรูปจำนวนมากมองว่านี่เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมได้
เหตุผลที่สี่คือหยวนซื่อไข่ไม่มีบรรพบุรุษที่เป็นฮ่องเต้ ในประเพณีจีน การเป็นฮ่องเต้หรือโอรสจากสวรรค์นั้น ต้องมีสายเลือดหรือได้รับการสืบทอดจากราชวงศ์เดิม หรืออย่างน้อยก็ต้องมีความชอบธรรมที่คนทั่วไปยอมรับ หยวนซื่อไข่เป็นบุตรของตระกูลขุนนางธรรมดาในมณฑลเหอหนาน ไม่มีสายเลือดเจ้า ไม่มีราชวงศ์ที่คนยอมรับ การที่เขาประกาศตนเป็นฮ่องเต้โดยไม่มีรากฐานทางประเพณีหรือความชอบธรรมใดๆ จึงทำให้คนจีนไม่ยอมรับว่าเขาเป็นโอรสจากสวรรค์ ต่างจากฮ่องเต้ในอดีตที่มีราชวงศ์รองรับ มีพระราชพิธีราชาภิเษก มีการสืบทอดที่เป็นที่ยอมรับของแผ่นดิน
เหตุผลที่ห้าคือต่างชาติก็ไม่ยอมรับ ญี่ปุ่น อังกฤษ และรัสเซีย ต่างก็คัดค้านการที่หยวนซื่อไข่ประกาศตนเป็นฮ่องเต้ ญี่ปุ่นถึงกับตัดสินใจที่จะโค่นหยวนซื่อไข่ และเริ่มส่งเงินทุนให้ฝ่ายต่อต้านหยวนซื่อไข่ในจีน รวมทั้งซุนยัตเซนที่กำลังลี้ภัยด้วย การที่ชาติต่างๆ ไม่ยอมรับทำให้หยวนซื่อไข่ขาดการสนับสนุนจากภายนอก ซึ่งทำให้สถานการณ์ยากขึ้นไปอีก
ปฏิกิริยาต่อต้านการประกาศตนเป็นฮ่องเต้ของหยวนซื่อไข่เกิดขึ้นทั้งประเทศ ขุนพลไสเออ แม่ทัพมณฑลยูนนาน ร่วมกับมณฑลอื่นๆ ทางใต้ ก่อการกบฏที่เรียกว่าสงครามปกป้องชาติ มณฑลต่างๆ ประกาศอิสรภาพจากรัฐบาลหยวนซื่อไข่ แม้แต่นายทหารเป่ยหยางของเขาเอง บางคนก็ไม่เห็นด้วยกับการฟื้นฟูระบบกษัตริย์ เพราะทหารเป่ยหยางหลายนายก็เป็นคนที่ได้รับการศึกษาแบบใหม่ เห็นคุณค่าของสาธารณรัฐ ไม่อยากกลับไปอยู่ใต้ระบบกษัตริย์อีก การที่แม้แต่คนของตนเองยังไม่สนับสนุน ทำให้หยวนซื่อไข่ไม่สามารถใช้กองทัพเป่ยหยางปราบกบฏได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) ภายใต้แรงกดดันที่ไม่อาจทนได้ หยวนซื่อไข่ต้องสละตำแหน่งฮ่องเต้ รวมระยะเวลาที่อ้างตนเป็นฮ่องเต้ทั้งหมด 82 วัน หรือบางแหล่งนับ 83 วัน การสละตำแหน่งไม่ได้ทำให้วิกฤตหมดไป ยังมีเสียงเรียกร้องให้หยวนซื่อไข่ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย มณฑลทางใต้ยังคงประกาศอิสรภาพ สถานการณ์บ้านเมืองยุ่งเหยิง ร่างกายและจิตใจของหยวนซื่อไข่ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เขาป่วยเป็นโรคไต และเสียชีวิตในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) ขณะอายุ 56 ปี
การเสียชีวิตของหยวนซื่อไข่ทำให้จีนเสียผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เป็นผู้นำที่ไม่มีใครไว้วางใจ ไม่มีใครยอมรับ และเป็นต้นเหตุของความแตกแยก หลังจากที่เขาเสียชีวิต จีนก็ตกอยู่ในยุคขุนศึก ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) ถึงปี พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) ขุนศึกต่างๆ ที่เคยเป็นนายทหารเป่ยหยางภายใต้บังคับบัญชาของหยวนซื่อไข่ แย่งกันครองอำนาจ แบ่งแยกดินแดน จีนไม่มีรัฐบาลกลางที่แข็งแกร่งอีกเป็นเวลาหลายปี
ในวัฒนธรรมจีน หยวนซื่อไข่ถูกจดจำในฐานะผู้ทรยศต่อราชวงศ์ชิงและต่อสาธารณรัฐ ผู้ฉวยประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายเพื่อสถาปนาตนเอง เขาถูกวิจารณ์ว่าเป็นต้นตอของความยุ่งยายในยุคขุนศึก และเป็นตัวอย่างของผู้นำที่ทะเยอทะยานจนไม่รู้จักจุดจบ แม้แต่ชาวจีนในปัจจุบันก็ยังมองหยวนซื่อไข่ในแง่ลบ เขาไม่ได้รับการยกย่องเคารพเหมือนผู้นำคนอื่นๆ ของจีน การที่เขาอ้างตนเป็นฮ่องเต้โดยไม่มีใครยอมรับ ทั้งประชาชน ทหาร และต่างชาติ ทำให้เขากลายเป็นฮ่องเต้ที่ไม่มีอำนาจจริง ไม่มีความชอบธรรม และไม่มีที่ยืนในประวัติศาสตร์จีนในฐานะโอรสจากสวรรค์
หยวนซื่อไข่อาจจะเป็นนายพลที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ในการสร้างกองทัพสมัยใหม่ มีไหวพริบทางการเมือง และมีความสามารถในการต่อรอง แต่จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขาคือความไม่ซื่อสัตย์ เขาไม่เคยยืนเคียงข้างใครจนจบ เขาเลือกฝั่งที่มีประโยชน์มากกว่าเสมอ และพร้อมจะหันหลังให้พันธมิตรเมื่อโอกาสเปลี่ยน การทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขาสูญเสียความไว้วางใจจากทุกฝ่าย และเมื่อเขาต้องการให้คนยอมรับว่าเขาเป็นฮ่องเต้ โอรสจากสวรรค์ เขาก็พบว่าไม่มีใครเหลืออยู่ที่พร้อมจะยืนเคียงข้างเขาอีกต่อไป 82 วันที่เขาอ้างตนเป็นฮ่องเต้ จึงเป็น 82 วันที่โดดเดี่ยว ไร้ความชอบธรรม และจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง เขาเสียชีวิตไม่กี่เดือนหลังจากสละตำแหน่ง ปิดฉากชีวิตการเมืองที่ยาวนานกว่าสามสิบปี ด้วยความอัปยศและความผิดหวัง คนจีนไม่นับว่าเขาเป็นฮ่องเต้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีอำนาจ หากแต่เพราะเขาไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีความชอบธรรม และไม่มีใครที่พร้อมจะยอมรับว่าเขาคู่ควรกับบัลลังก์ แม้แต่บัลลังก์ที่เขาสร้างขึ้นมาเองก็ตาม
เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญา
เปิด 5 จังหวัด ราคาประเมินที่ดินถูกที่สุดในไทย บางพื้นที่เริ่มต้นเพียงหลักสิบบาทต่อตารางวา
จังหวัดที่สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ลดลงเร็วที่สุดในรอบทศวรรษ — จังหวัดไหนอันดับหนึ่ง?
เปิด 7 อาชีพในไทยที่รายได้ดี แต่คนทั่วไปแทบไม่รู้ว่ามีอาชีพนี้
เปิดรายชื่อจังหวัดไทยที่ไม่มีสนามบินพาณิชย์ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่จังหวัดเดียว
เกาะตะรุเตา จากสวรรค์กลางอันดามัน สู่คุกมรณะและตำนานโจรสลัดจำเป็น
เปิด 5 อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1,000 ล้านบาท
“สเมิร์ฟคอด” ปริศนาเนื้อปลาสีฟ้าสดที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง
โรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย อายุมากกว่า 100 ปี
แม่น้ำย้อนศร: ปริศนาสายน้ำที่พุ่งขึ้นหน้าผาแทนที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ
ยุงก้นปล่องไม่ได้ก้นป่อง แต่ชี้ก้นสูงจนพาโรคมาลาเรียมาด้วย
ทหารสหรัฐฯ มีเงินเดือนประมาณเท่าไหร่? เปิดค่าตอบแทนปี 2026 ตั้งแต่พลทหารถึงนายทหารระดับสูง
มันเทศสีม่วงกับมันเทศธรรมดา ต่างกันแค่สีหรือมีดีกว่าที่คิด?
เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญา
“สเมิร์ฟคอด” ปริศนาเนื้อปลาสีฟ้าสดที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง
จังหวัดที่สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ลดลงเร็วที่สุดในรอบทศวรรษ — จังหวัดไหนอันดับหนึ่ง?
รถเมล์ EV ใหม่ 1,520 คันกำลังมา แล้วคนขึ้นรถเมล์จะได้อะไรเปลี่ยนไปบ้าง?
เปิดรายชื่อจังหวัดไทยที่ไม่มีสนามบินพาณิชย์ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่จังหวัดเดียว



