15 เรื่องคาเฟอีนส่งผลต่อร่างกายคนเรา
เขียนโดย ลูกสาวอบต
คาเฟอีนมีอยู่ในอาหารหลายชนิดที่นิยมในชีวิตประจำวัน เช่น กาแฟ ชา โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง ช็อกโกแลต เป็นต้น หรือแม้แต่ยาแก้ปวดบางชนิดก็มีคาเฟอีนผสมอยู่ด้วยเช่นกัน
สำหรับอาหารและเครื่องดื่มแต่ละชนิดจะมีปริมาณคาเฟอีนไม่เท่ากัน ซึ่งอาหารที่มีคาเฟอีนมากที่สุด คือ กาแฟ โดยกาแฟมีประมาณ 240 มิลลิลิตร จะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 95-200 มิลลิกรัม
1.คาเฟอีน (caféine) พบมากที่สุดในพืชเมล็ดกาแฟ ซึ่งจัดเป็นพืชที่เป็นแหล่งของปริมาณกาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสองอย่าง คือชนิดของเมล็ดกาแฟที่เป็นแหล่งผลิต และกรรมวิธีในการเตรียมกาแฟ
2. คาเฟอีน จัดเป็นสารอัลคาลอยด์กลุ่มหนึ่ง ที่พบได้ในธรรมชาติ จากเมล็ดกาแฟ ใบชา โกโก้ โคล่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก (สารอัลคาลอยด์ ในยาที่สามารถพบเห็นกันได้บ่อย ๆ อย่างเช่นใน ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ ยาลดความดันโลหิต ยารักษาโรคเกาต์ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น)
สารแซนทีนอัลคาลอยด์
3. เมล็ดกาแฟที่คั่วจนเป็นสีเข้มจะมีปริมาณกาเฟอีนน้อยกว่าเมล็ดที่คั่วไม่นาน เนื่องจากกาเฟอีนสามารถสลายตัวไปได้ระหว่างการคั่ว
4. กาแฟพันธุ์อาราบิกาจะมีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟพันธุ์โรบัสตา ซึ่งมีปริมาณคาเฟอีน เฉลี่ยประมาณ 1.5% โดยทั่วไปกาแฟเอสเปรสโซจากเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิกาจะมีคาเฟอีนประมาณ 40 มิลลิกรัม
โดยที่ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟโรบัสต้า จะสูงกว่ามาก เฉลี่ยประมาณ 3% ต่อเมล็ด (ประมาณ 2-3 เท่า)
5. ตัวโครงสร้างของสารคาเฟอีน จะมีหน้าตาคล้ายกับสารสื่อประสาทที่ทำให้เราง่วงที่ชื่อว่า อะดีโนซีน (Adenosine ) เมื่อร่างกายได้รับคาเฟอีนไปจึงส่งผลให้ไปขัดขวาง อะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เราง่วงนั้นไม่ทำงาน และสุดท้ายทำให้ รู้สึกไม่ง่วง
6. คาแฟอีนมันทำให้เราตื่นตัวได้อย่างไร ...ด้วยที่คาเฟอีนเป็นสารในกลุ่มแซนทีนแอลคาลอยด์ ที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับอะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในสมอง โดยที่หลังตื่นนอน สารเคมีในสมองอย่าง อะดีโนซีน จะเพิ่มปริมาณขึ้น และจะทำให้คนเรารู้สึกง่วงขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากมีโครงสร้างคล้ายอะดีโนซีน กาเฟอีนจึงสามารถจับกับตัวรับอะดีโนซีนและกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ส่งผลให้ร่างกายตื่นตัว
โมเลกุลของกาเฟอีนจึงสามารถจับกับตัวรับอะดีโนซีน ในสมองและยับยั้งการทำงานของอะดีโนซีนได้ ผลคือทำให้มีการเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทโดปามีน ซึ่งทำให้สมองเกิดการตื่นตัว
7.คาเฟอีนไม่ได้ลดความต้องการนอนหลับของสมอง เพียงแต่ลดความรู้สึกเหนื่อยล้าลงเท่านั้นเอง
8. คาเฟอีน ยังมีผลไปกระตุ้นสารสารสื่อประสาทที่ทำให้ร่างกายมีความสุข สงบ กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ตื่นตัวและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย
9. คาเฟอีนส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน ซึ่งทำให้เรารู้สึกตื่นตัว ตื่นเต้น และ มีอาการใจสั่น กระวนกระวายใจ หงุดหงิด ในบางคนก็มีอาการมือไม้สั่นร่วมด้วย
โดยที่ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนนี้เพื่อให้มีภาวะเตรียมพร้อมให้ร่างกายเข้าสู่การตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินและการใช้พลังงาน
ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดหัวใจทำงานอย่างเต็มที่ หัวใจบีบตัวมากขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นอาการในผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากกว่าระดับปกติที่เคยได้รับ
10. ดังนั้นใน 1 วัน เราควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 300 มิลลิกรัม ซึ่งกาแฟ 1 ช้อนชาโดยส่วนใหญ่จะมีคาเฟอีนประมาณ 80 มิลลิกรัม
- กาแฟดำ 1 แก้ว มีคาเฟอีนประมาณ 80 มิลลิกรัม (กาแฟ 1 ช้อนชา) ดื่มกาแฟดำได้ไม่เกิน 3-4 แก้วชงต่อวัน
- กาแฟกระป๋อง มีคาเฟอีนประมาณ 150-160 มิลลิกรัม ดื่มไม่ควรเกิน 2 กระป๋องต่อวัน
- กาแฟสด จะมีคาเฟอีนประมาณ 100 มิลลิกรัม ดื่มไม่เกิน 3 แก้วต่อวัน
และหากได้รับมากกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน อาจทำให้เกิดอาการมือไม้สั่น ใจสั่น กระวนกระวาย หงุดหงิด หรือนอนไม่หลับได้
11. คาเฟอีนในแบบสังเคราะห์ (ในน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลัง) จะดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็วกว่าคาเฟอีนแบบธรรมชาติ ส่งผลต่อร่างกายแรงและเร็ว กว่าคาเฟอีนแบบธรรมชาติ เพราะคาเฟอีนจากธรรมชาติ มีสารอื่นๆ มาประกอบ เช่น วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ทำให้การดูดซึมคงที่และคงตัวมากกว่า
12. คาเฟอีนจะถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กภายใน 45 นาทีหลังจากดื่มเข้าไป หลังจากนั้นจะถูกนำเข้ากระแสเลือดและลำเลียงไปทั่วร่างกาย
13.คาเฟอีนในร่างกาย หรือครึ่งชีวิตของกาเฟอีนในร่างกายคนเรา หรือเวลาที่ร่างกายใช้ในการกำจัดกาเฟอีนในปริมาณครึ่งหนึ่งของที่บริโภค แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลโดยมีปัจจัยต่าง ๆ เช่นอายุ ระดับการทำงานของตับ ภาวะตั้งครรภ์และการใช้ยาอื่นร่วมด้วย ในผู้ใหญ่ปกติจะมีครึ่งชีวิตของกาเฟอีนประมาณ 3–4 ชั่วโมง
14. ช่วงเวลาที่เราเริ่มดื่มกาแฟได้ดีคือในตอนเช้าหลังจากตื่นนอนสักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพราะในชั่วโมงแรก ร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนตื่นตัว) ออกมามากอยู่แล้ว ที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว
แต่หลังจากนั้นฮอร์โมนคอร์ติซอลจะลดการหลั่งลง การดื่มกาแฟจึงช่วยทำให้เราตื่นตัวได้ ถ้าเราตื่นนอนสักช่วง 6.30 – 8.00 น. เราควรดื่มกาแฟในช่วงประมาณ 9.00 – 11.00 น. และสามารถดื่มได้อีกทีในช่วงบ่าย แต่ควรเว้นว่างจากเวลาก่อนนอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้คาเฟอีนไปรบกวนการนอนหลับ
15. คาแฟอีนยังมีอันตรายต่อร่างกายของเรา หากได้รับคาเฟอีนเกินขนาด ได้แก่ อาการเหงื่อแตก ใจสั่น ปวดท้อง คลื่นไส้ นอนไม่หลับ กล้ามเนื้อกระตุก และตรวจพบความดันโลหิตสูง อาการเหล่านี้คือ “ภาวะพิษจากคาเฟอีน” หากลดการดื่มคาเฟอีนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรเข้าพบแพทย์ เนื่องจากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
[Exclusive Content]
เขียนโดย ลูกสาวอบต
6 ประเทศที่ไหว้เหมือนไทยมากที่สุด
เปิดสายงานราชการไทย ที่เงินเดือนสูง ตัวเลขที่คนวงนอกไม่เคยรู้มาก่อน
โหมดเครื่องบินคืออะไร
ชื่อภาษาไทยที่ 'โหลที่สุด' ถูกใช้เพื่อตั้งเป็นชื่อจริงมากที่สุดในประเทศ
5 จังหวัดม้ามืดที่มีศักยภาพเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2
รู้ก่อนซื้อ น้ำปลาทิพรสขวดเหลืองกับขวดชมพู ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนให้เหมาะกับจานโปรด
5 อันดับ “ขนมไทยขายดี” ในตลาดเช้า
"คางคกสุรินัม" สัตว์ที่ยอมให้ลูกฝังตัวในเนื้อจนกว่าจะโต
Top 10 สัตว์ใหญ่ที่สุดในโลก วาฬสีน้ำเงิน 190 ตัน ใหญ่กว่าไดโนเสาร์
จังหวัดที่เด็กสอบติดมหาวิทยาลัยมากที่สุด
เกาะที่แออัดที่สุดในโลก
จังหวัดที่มีข้าราชการเยอะที่สุดในไทย
Top 10 สัตว์ใหญ่ที่สุดในโลก วาฬสีน้ำเงิน 190 ตัน ใหญ่กว่าไดโนเสาร์
จังหวัดที่มีข้าราชการเยอะที่สุดในไทย
10 อันดับแรกของประเทศไทยที่มีวัดเยอะที่สุด
"คางคกสุรินัม" สัตว์ที่ยอมให้ลูกฝังตัวในเนื้อจนกว่าจะโต
เจาะลึกดราม่า "ตู้คีบตุ๊กตา" ฮ่องกง รัฐเตรียมคุมเข้ม หลังชาวเน็ตแฉกลโกงสุดแสบ!
"ฮ่อยจ๊อ" เมนูชื่อผลไม้ที่ไม่มีหอยเป็นส่วนประกอบ

















