ภาพของเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ Felicity Ace บรรทุกรถหรูมากถึง 4000 คันที่มุ่งหน้าจากเยอรมนีไปสหรัฐฯ จมลงกลางแอตแลนติก
กลางมหาสมุทรแอตแลนติกอันกว้างใหญ่ ที่ซึ่งเส้นขอบฟ้าหลอมรวมกับผืนน้ำราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เรือสินค้าขนาดมหึมานามว่า Felicity Ace แล่นฝ่าคลื่นลมอย่างสง่างาม มันคือยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเล บรรทุกขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาล—รถยนต์หรูหรากว่า 4,000 คัน ที่เดินทางจากเยอรมนีมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเส้นทางอันเงียบสงบของมัน กำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม
เปลวไฟลุกโชนขึ้นจากส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า มันเริ่มต้นจากประกายไฟที่ไม่มีใครรู้ที่มา และเพียงไม่นาน เปลวเพลิงก็แผ่ขยายราวกับอสูรร้ายตะกละตะกลาม ลามเลียทุกสิ่งที่ขวางหน้า ควันดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะมึนจนแม้แต่แสงแดดยังถูกบดบัง สัญญาณขอความช่วยเหลือถูกส่งออกไป ลูกเรือทุกคนถูกอพยพขึ้นเฮลิคอปเตอร์อย่างปลอดภัย ทิ้งไว้เพียงเรือที่กำลังถูกเผาผลาญอย่างช้าๆ และสินค้าหรูหราที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าของมนุษย์
หลายวันผ่านไป เปลวเพลิงอันดื้อรั้นยังคงทำหน้าที่ของมัน และในที่สุด Felicity Ace ก็ถึงวาระสุดท้าย มันค่อยๆ เอียงตัวลง ปล่อยให้มวลน้ำเริ่มซึมเข้าสู่โครงสร้างเหล็กขนาดยักษ์ คลื่นซัดกระหน่ำราวกับจะเร่งรัดให้มันจมหาย และในช่วงเวลาหนึ่ง มหาสมุทรก็กลืนกินมันลงไปอย่างสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงฟองอากาศที่ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ และความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว
ใต้ท้องทะเลลึก รถยนต์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเครื่องหมายของความหรูหรา ตอนนี้กลายเป็นเพียงเศษซากใต้มหาสมุทร อาจมีบางคันที่ยังคงรูปทรงของมันไว้ แต่ไร้ซึ่งเจ้าของและจุดหมายปลายทาง พวกมันนอนแน่นิ่งอยู่ในความมืดมิด ราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในกาลเวลา
โศกนาฏกรรมของ Felicity Ace ไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียเรือและทรัพย์สิน แต่มันยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังอันไม่อาจควบคุมได้ของธรรมชาติ และความเปราะบางของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่ามันจะยิ่งใหญ่หรือล้ำค่าขนาดไหน สุดท้ายแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ธรรมชาติเอื้อมมือเข้ามาทวงคืน ทุกสิ่งก็อาจกลายเป็นเพียงเศษซากใต้ท้องทะเล ที่ไม่มีใครได้ครอบครองตลอดกาล















