หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ความน่าสยดสยองของการกิน "มัมมี่"

เขียนโดย Amity609

เป็นเรื่องของชาวยุโรปในยุคกลาง ที่เชื่อกันว่าการกินเนื้อมนุษย์ เป็นการรักษาโรคสารพัดโรค แต่การกินมัมมี่อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ในยุโรปศตวรรษที่ 15 การกินเนื้อมนุษย์ ถูกยกย่องว่าเป็นยาแก้ปวดหัว, โรคกระเพาะ หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง

1. มนุษย์เริ่มกินมัมมี่ได้อย่างไร?
เป็นเวลาหลายศตวรรษที่ศพถูกดองไว้ เป็นที่ต้องการอย่างมากทั่วทั้งทวีป เพราะเชื่อกันว่ามีสรรพคุณทางการแพทย์ แพทย์จะใช้ศพเป็นวัตถุดิบ เช่น การบริโภคชิ้นส่วนของมัมมี่ชาวอียิปต์โบราณ และต่อมาก็คือศพที่ผ่านการดองทุกชนิด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 11 โดยนักประวัติศาสตร์ "คาร์ล แดนเนนเฟลด์" ได้บันทึกเอาไว้ว่า แต่นั้นเกิดจากการแปลผิดและการเข้าใจผิด

2. สารมูเมีย
เรื่องราวสยดสยองนี้ ขึ้นอยู่กับคำๆหนึ่ง นั่นคือ "มูเมีย" (Mumia) เป็นสารที่ได้รับการยกย่อง ในด้านสรรพคุณในการรักษา จะพบได้บนเนินเขาแห่งหนึ่งในเปอร์เซีย ซึ่งจะซึมออกมาจากหินยางมะตอยสีดำ

3. สารนี้แปลว่า "มัม" (Mum)
สารชนิดนี้ได้รับการตั้งชื่อตามคำท้องถิ่น แปลว่าขี้ผึ้งว่า "มัม" ( Mum) และถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์หลายด้าน จนมีชื่อเสียงในโลกอาหรับ ว่าเป็นสารที่มีราคาแพงมีค่า และมีประสิทธิภาพ

4. ความเข้าใจผิด
จนเมื่อชาวยุโรปตะวันตกได้แปลตำราต่างๆ นักแปลหลายคนในศตวรรษที่ 11 และ 12 ก็ดันแปลผิด จนเกิดความสับสนเกี่ยวกับความหมายของคำว่ามูเมีย คิดว่ามูเมียคือสารที่ไหลออกมาจากศพ ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสุสานอียิปต์

5. Mumia หรือ Mummy
จนเกิดความสับสน คล้ายคลึงกันของคำว่า Mumia กับคำว่า Mummy ที่ว่ามัมมี่อียิปต์โบราณบางส่วน ถูกดองด้วยยางมะตอย ซึ่งมีเพียงบางร่างเท่านั้นที่ดองด้วยวิธีนี้ แต่ชาวยุโรปตะวันตกกลับหลงใหล ในโบราณวัตถุที่พบในอียิปต์ จึงได้แนวคิดนี้ไปต่อยอด และทำให้คำว่า "มูเมีย" จึงมาเกี่ยวข้องกับศพที่ถูกดองเอาไว้ มาแทนที่ยางมะตอยอันล้ำค่าจากภูเขาในเปอร์เซียซะงั้น

6. การกินเนื้อคนทางการแพทย์คืออะไร?
มันเป็นการแปลผิดและเข้าใจผิด ที่มีมาอย่างยาวนาน ที่คิดว่าร่างกายมนุษย์มีพลังในการ "รักษา" มนุษย์คนอื่น จากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ จึงกินเนื้อมนุษย์เพื่อรักษาโรค มาหลายชั่วอายุคนโดยหวังว่าจะได้สุขภาพที่ดีขึ้น

7. ยาของพระราชา
เช่นเดียวกับความเชื่อของนักรบกลาดิเอเตอร์ ที่สามารถรักษาโรคลมชักได้ จากการใช้ไขมันมนุษย์เป็นยาพื้นบ้าน จนเป็นเรื่องที่แพร่หลายในยุโรปตะวันตกยุคกลาง แม้แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ก็ยังทรงจิบยา ที่ทำมาจากกะโหลกมนุษย์ ซึ่งเรียกว่า "ยาของพระราชา"

8. แพทย์คิดว่าค้นพบยารักษาโรคใหม่
เมื่อมีการค้นพบมูเมีย ซึ่งในสมัยนั้นเรียกผิดกันว่ามัมมี่ แพทย์ในสมัยนั้นก็เชื่อว่า พวกเขาได้ค้นพบยารักษาโรคใหม่ ที่ทำจากชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์นั่นเอง

9. นำมัมมี่มารักษาโรคต่างๆ
มัมมี่จึงถูกนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่ปวดหัวไปจนถึงหัวใจวาย จึงทำให้เกิดความต้องการมัมมี่อย่างมาก ทำให้ผู้คนไปปล้นสุสานอียิปต์ ไม่ใช่แค่เพื่อเครื่องประดับหรือเครื่องปั้นดินเผา แต่เพื่อศพที่อยู่ข้างใน ทำให้พ่อค้าเจ้าเล่ห์เริ่มสะสมและขายซากมัมมี่

10. มัมมี่ปลอม
เมื่อความต้องการมีมากกว่าปริมาณสินค้า ก็เลยมีการค้าขายมัมมี่ปลอม โดยการขโมยศพมาและเริ่มนำศพสดๆ จากศพของพวกอาชญากร หรือพวกทาสที่ถูกประหารชีวิต หรือศพอื่นๆมาทำเป็นมัมมี่ โดยการดองด้วยเกลือและยา อบแห้งในเตาอบ แล้วบดเป็นผง และนำไปผสมกับยาสมุนไพรพื้นบ้าน..เพื่อหลอกขาย

11. ชาววิคตอเรียและอียิปต์โบราณ
เป็นกระแสที่คลั่งไคล้อียิปต์ในอังกฤษ มีในช่วงยุควิกตอเรียรุนแรงมาก ถึงกระทั่งการแกะห่อศพมัมมี่ จึงกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมในห้องบรรยาและในโรงพยาบาล หรือแอบกระทำในบ้านส่วนตัวในศตวรรษที่ 19 เมื่อชายชาวอังกฤษนำมัมมี่กลับบ้าน จากการที่พวกเขาปล้นมาจากสุสานอียิปต์

12. ถูกยกเลิกในที่สุด
แม้จะมีข้อห้ามส่งออกโบราณวัตถุ แต่ในยุคนั้นชาวยุโปรก็ยังคงแสวงหามัมมี่ต่อไป เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น และเพื่อหาส่วนประกอบจากร่างมัมมี่ สำหรับยารักษาโรค จนกระทั้งปลายศตวรรษที่ 19 การใช้มัมมี่จึงค่อยๆเลิกใช้ไปในที่สุด

13. อาจจะมาในรูปแบบครีม
แต่ความหลงใหลที่มีต่อวิธีการรักษา แบบอียิปต์โบราณก็ยังคงมีอยู่ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในร้านค้าแทน ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "ครีมมหัศจรรย์" และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอื่นๆ โดยใช้ลวดลายแบบอียิปต์โบราณ ในการสื่อโฆษณานั้นเอง

เนื้อหาโดย: Amity609
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Amity609's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 577 ครั้ง
เขียนโดย Amity609
นักเขียนสมัครเล่น ที่ขี้เล่นเฮฮาตามประสา และชอบขีดเขียนไปเรื่อยเปื่อย จากเรื่องราวที่น่าสนใจทั่วโลก
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
6 VOTES (3/5 จาก 2 คน)
VOTED: momon, pakpranang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้านนิโคตินฝึกสมองให้เรียกหาซ้ำจนความอยากกลายเป็นวงจรติดจังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขาเปิดสถิติหวย 16 ส.ค. ย้อนหลัง 20 ปีหวย16 สิงหาคม คนส่องเลขดังสำนักไหนทำไมหมีกล้าบุกรังผึ้ง ทั้งที่โดนผึ้งต่อยได้เหมือนกัน?รหัสเลขเด่น "ล๊อตเตอรี่ชี้โขค" 16 สิงหาคม 2569ยังหาเป้าหมายชีวิตไม่เจอ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังช้ากว่าคนอื่นชาวเน็ตจับโป๊ะ! คลิปไวรัลดัง เรื่องจริงหรือ "ละครคุณธรรม"?10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดอาหารหมักของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร และจุลินทรีย์มีบทบาทอะไร9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ไม่ต้องผ่านคลองสุเอซ? จีนดัน "Ice Silk Road" ทางลัดการค้าโลกที่อาจเปลี่ยนเกมขนส่งทั้งโลก9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทยชาวเน็ตจับโป๊ะ! คลิปไวรัลดัง เรื่องจริงหรือ "ละครคุณธรรม"?อาหารหมักของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร และจุลินทรีย์มีบทบาทอะไรเปิดสถิติหวย 16 ส.ค. ย้อนหลัง 20 ปีแกะเหตุผลพริกแกงไทยใช้พริกเม็ดใหญ่แต่งสี แล้วค่อยเติมจินดาเพิ่มความเผ็ด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เบื้องหลังอาชีพคนขับรถไฟ คนหนึ่งคนต้องรับผิดชอบอะไรตลอดหนึ่งเที่ยวเดินทางก่อนมีบรรจุภัณฑ์พลาสติก คนไทยใช้วัสดุอะไรห่ออาหารและสินค้าโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยยุคแรกเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไรทำไมเครื่องปั้นดินเผาโบราณจึงช่วยให้นักประวัติศาสตร์ศึกษาชีวิตคนในอดีตได้
ตั้งกระทู้ใหม่