หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

แม่น้ำหลี : สายน้ำแห่งภูเขา เวลา และอารยธรรมจีนตอนใต้

โพสท์โดย น้องมิ่ง รัตนาภรณ์

ท่ามกลางภูเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่าน ราวกับภาพวาดพู่กันโบราณ มีสายน้ำสายหนึ่งไหลคดเคี้ยวอย่างสงบงาม สายน้ำนั้นคือ **แม่น้ำหลี** หรือที่ชาวจีนเรียกว่า **หลีเจียง (漓江)** แม่น้ำซึ่งมิได้เป็นเพียงองค์ประกอบของภูมิประเทศ หากแต่เป็นแกนกลางของประวัติศาสตร์ การคมนาคม และจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมของจีนตอนใต้ มาเนิ่นนานนับพันปี

 

กำเนิดจากภูเขา สู่เส้นทางแห่งชีวิต

แม่น้ำหลี มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเหมาเอ๋อร์ในอำเภอซิงอัน มณฑลกว่างซี ก่อนจะไหลลงสู่ทิศใต้ ผ่านเมืองกุ้ยหลินและหยางซั่ว แล้วไปรวมกับลำน้ำสายอื่นจนกลายเป็นแม่น้ำกุ้ย ซึ่งไหลต่อสู่ระบบแม่น้ำซีเจียง และสุดท้ายสู่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง สายน้ำสายนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายลุ่มน้ำที่หล่อเลี้ยงพื้นที่กว้างใหญ่ของจีนตอนใต้

 

ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผู้คนได้ตั้งถิ่นฐานตามลุ่มน้ำหลี ใช้แม่น้ำเป็นแหล่งน้ำ อาหาร และเส้นทางสัญจร หลักฐานจากถ้ำและเครื่องมือหินสะท้อนให้เห็นว่า สายน้ำสายนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เอื้อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตท่ามกลางภูมิประเทศคาสต์อันซับซ้อนได้อย่างยั่งยืน

เส้นเลือดแห่งจักรวรรดิ

บทบาทของแม่น้ำหลี ทวีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์ฉิน เมื่อมีการขุด **คลองหลิงฉวี่** ในปี 214 ปีก่อนคริสต์ศักราช คลองโบราณสายนี้เชื่อมลุ่มแม่น้ำหลีเข้ากับแม่น้ำเซียง ซึ่งไหลสู่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ทำให้เกิดเส้นทางน้ำเชื่อมเหนือ–ใต้ของจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

ด้วยเหตุนี้ แม่น้ำหลีและแม่น้ำกุ้ย จึงกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการส่งกำลังทหาร เสบียง และการขยายอำนาจของรัฐส่วนกลางลงสู่ดินแดนทางใต้ บทบาททางการเมืองและการทหารนี้ได้วางรากฐานให้ภูมิภาคกว่างซีกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีนอย่างมั่นคง

สายน้ำแห่งการค้าและเมือง

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น แม่น้ำหลี เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ ที่เชื่อมจีนตอนกลางกับพื้นที่ทางใต้ สินค้าหลากหลายชนิด เช่น เกลือ ผ้าไหม เหล็ก และเครื่องเคลือบ ถูกลำเลียงผ่านสายน้ำนี้ เมืองกุ้ยหลินจึงค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการค้า การปกครอง และวัฒนธรรม

 

หมู่บ้านริมน้ำ วัฒนธรรมชาวเรือ และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับกระแสน้ำ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นและสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน

ภูมิทัศน์ที่หล่อเลี้ยงศิลปะและจิตวิญญาณ

ในยุคราชวงศ์ถังและซ่ง แม่น้ำหลีก้าวข้ามบทบาททางเศรษฐกิจ สู่การเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภูเขาหินปูนทรงประหลาดและสายน้ำคดโค้งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กวี จิตรกร และนักปราชญ์จำนวนมาก คำกล่าวที่ว่า “กุ้ยหลินงดงามที่สุดใต้หล้า” ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ และยังคงสะท้อนคุณค่าทางสุนทรียะของภูมิประเทศแม่น้ำหลีมาจนถึงปัจจุบัน

 

ศิลปะแบบ “ซานสุ่ย” หรือ “ภูเขา–น้ำ” ของจีน มีรากฐานสำคัญจากภูมิทัศน์ลุ่มแม่น้ำหลี ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องความสมดุล ความว่าง และความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ตามปรัชญาเต๋าและขงจื๊อ

 

จากสายน้ำการค้า สู่สายน้ำแห่งการท่องเที่ยว

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ บทบาทของแม่น้ำหลี เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของโลก เส้นทางคมนาคมดั้งเดิมค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยถนนและทางรถไฟ ขณะที่คุณค่าด้านภูมิทัศน์และวัฒนธรรมกลับโดดเด่นยิ่งขึ้น การล่องเรือชมทิวทัศน์จากกุ้ยหลินสู่หยางซั่วกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน

ภาพภูเขาและสายน้ำของแม่น้ำหลี ได้รับการยกย่องในระดับชาติ จนถูกนำไปปรากฏบน **ธนบัตรจีนชนิดราคา 20 หยวน** ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่า ภูมิทัศน์แห่งนี้ มิใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือมรดกทางจิตวิญญาณของประเทศ

สายน้ำที่ยังคงไหล

แม่น้ำหลียังคงไหลต่อไป ท่ามกลางหมอกยามเช้า ภูเขาหินปูน และหมู่บ้านริมน้ำ สายน้ำสายนี้บันทึกเรื่องราวของธรรมชาติ เวลา และมนุษย์ไว้ในทุกโค้งน้ำ เป็นทั้งพยานแห่งประวัติศาสตร์ และภาพสะท้อนของอารยธรรมที่เรียนรู้จะอยู่ร่วมกับภูมิประเทศอย่างอ่อนโยน

 

ในกระแสน้ำอันสงบงามนั้น แม่น้ำหลียังคงเล่าเรื่องราวของจีนตอนใต้—ไม่ด้วยถ้อยคำ หากด้วยการไหลไม่รู้จบของมันเอง

ประวัติของแม่น้ำหลี (漓江)

  1. ยุคก่อนประวัติศาสตร์
  2. บริเวณลุ่มแม่น้ำหลีมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคหินใหม่ จากการค้นพบเครื่องมือหินและร่องรอยการอยู่อาศัยในถ้ำตามภูมิประเทศคาสต์ แสดงให้เห็นว่าแม่น้ำสายนี้เป็นแหล่งน้ำจืด แหล่งอาหาร และเส้นทางสัญจรของมนุษย์ยุคแรก

 

  1. ยุคฉิน (Qin Dynasty, ราว 221–206 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ช่วงเวลานี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแม่น้ำหลี ในปี 214 ปีก่อนคริสต์ศักราช จักรพรรดิฉินสื่อหวง (秦始皇) โปรดให้ขุด คลองหลิงฉวี่ (Lingqu Canal) คลองนี้เชื่อมแม่น้ำหลี (ลุ่มจูเจียง) กับแม่น้ำเซียง (ลุ่มแยงซีเกียง) ทำให้เกิดเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์ เชื่อมภาคเหนือ–ใต้ของจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ใช้สำหรับ การส่งกำลังทหาร เสบียง และการขยายอำนาจของรัฐฉินสู่ดินแดนไป๋เยว่ (Baiyue) ทางใต้ แม่น้ำหลีจึงไม่ได้เป็นเพียงแม่น้ำธรรมชาติ แต่เป็น “เส้นเลือดของจักรวรรดิ”

 

  1. ยุคฮั่น (Han Dynasty, 206 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 220)

ในยุคฮั่น ระบบคมนาคมทางน้ำของแม่น้ำหลี–กุ้ยเริ่มพัฒนาเต็มรูปแบบ กลายเป็นเส้นทางค้าขายระหว่างจีนตอนกลางกับดินแดนทางใต้ สินค้าสำคัญ เช่น เกลือ เหล็ก ผ้าไหม เครื่องเคลือบ และไม้หอม เมืองกุ้ยหลิน เริ่มมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการปกครอง

 

  1. ยุคถัง–ซ่ง (Tang–Song Dynasties, ค.ศ. 618–1279) ยุคนี้ถือเป็น ยุคทองทางวัฒนธรรมของแม่น้ำหลี กวี นักปราชญ์ และขุนนางจำนวนมากเดินทางผ่านกุ้ยหลิน ภูมิทัศน์ภูเขาหินปูนและสายน้ำหลีเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดบทกวี ภาพเขียน และปรัชญาธรรมชาติ กวีเอกอย่าง หานอวี่ (韩愈) และกวีราชสำนักหลายคนกล่าวถึงทิวทัศน์กุ้ยหลินว่า “กุ้ยหลินงดงามที่สุดใต้หล้า” (桂林山水甲天下) วลีนี้กลายเป็นคำขวัญของเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

  1. ยุคหมิง–ชิง (Ming–Qing Dynasties, ค.ศ. 1368–1912)

แม่น้ำหลียังคงมีบทบาทด้านเศรษฐกิจและการคมนาคม ใช้เป็นเส้นทางขนส่งข้าว ไม้ และสินค้าเกษตร วัฒนธรรมชาวน้ำ และการจับปลาด้วยนกกาน้ำ เริ่มแพร่หลายและตกผลึกเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น เกิดหมู่บ้านริมน้ำ ที่ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน

 

  1. ยุคสมัยใหม่ (ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา)

บทบาทของแม่น้ำหลีเปลี่ยนจากเส้นทางคมนาคมหลัก มาเป็น ทรัพยากรการท่องเที่ยวระดับโลก ช่วงทศวรรษ 1950–1960 รัฐบาลจีนเริ่มพัฒนาการท่องเที่ยว การล่องเรือจากกุ้ยหลิน–หยางซั่ว กลายเป็นภาพจำของจีน

 

ความหมายทางวัฒนธรรม

สำหรับชาวจีน แม่น้ำหลีไม่ใช่เพียงภูมิประเทศ แต่คือ สัญลักษณ์ของ ความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ต้นธารแห่งกวี ภาพเขียน และปรัชญาเต๋า ภาพแทนของ “ภูเขา–น้ำ” (山水, ซานสุ่ย) อันเป็นหัวใจศิลปะจีน

 

ภูมิหลัง (Background)

แม่น้ำหลีมีต้นกำเนิดจาก **เทือกเขาเหมาเอ๋อร์ (Mao'er Mountains)** ในอำเภอซิงอัน และไหลไปในทิศทางโดยรวมสู่ทางใต้ ผ่านเมืองสำคัญ ได้แก่ **กุ้ยหลิน (Guilin)**, **หยางซั่ว (Yangshuo)** และ **ผิงเล่อ (Pingle)**

เมื่อถึงผิงเล่อ แม่น้ำหลีจะรวมตัวกับแม่น้ำ **หลีผู่ (Lipu)** และ **กงเฉิง (Gongcheng)** กลายเป็นแม่น้ำกุ้ย ก่อนจะไหลต่อไปบรรจบกับแม่น้ำซีเจียง ซึ่งเป็นสาขาทางตะวันตกของแม่น้ำจูเจียง

ในช่วงต้นน้ำ แม่น้ำหลีเชื่อมต่อกับ **คลองหลิงฉวี่ (Lingqu Canal)** ซึ่งเป็นคลองโบราณที่เชื่อมกับแม่น้ำเซียง (Xiang River) ซึ่งไหลขึ้นเหนือไปยังลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ในอดีต เส้นทางน้ำนี้ทำให้แม่น้ำหลีและแม่น้ำกุ้ยมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเส้นทางคมนาคมที่เชื่อม **ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง** กับ **สามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง**

ตลอดแนวความยาวประมาณ **439 กิโลเมตร (273 ไมล์)** ของแม่น้ำหลีและแม่น้ำกุ้ย สองฝั่งแม่น้ำจะรายล้อมด้วยภูเขาเขียวชอุ่ม ภาพของ **การจับปลาด้วยนกกาน้ำ (Cormorant fishing)** มักถูกเชื่อมโยงกับแม่น้ำหลีอย่างเด่นชัด การล่องเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำหลี มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนในแต่ละปี

ธรณีวิทยา (Geology)

แม่น้ำหลีและลำน้ำสาขา ระบายน้ำจากพื้นที่ตั้งแต่กุ้ยหลินถึงหยางซั่ว โดยระดับความสูงของแม่น้ำลดลงจากประมาณ **141 เมตร** ที่กุ้ยหลิน เหลือ **103 เมตร** ที่หยางซั่ว อัตราการไหลเฉลี่ยของน้ำบริเวณกุ้ยหลินอยู่ที่ประมาณ **215 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที**

ตะกอนในลำน้ำส่วนใหญ่เป็นกรวดที่คัดขนาดดี ปกคลุมด้วยทรายละเอียดและตะกอนโคลน ก่อให้เกิดที่ราบน้ำท่วมถึงและชั้นดินขั้นบันได (terraces) ตลอดแนวแม่น้ำ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ภูมิประเทศบริเวณนี้โดดเด่นเป็นพิเศษ คือชั้นหินปูนยุค **ดีโวเนียน (Devonian)** และ **คาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous)** หนากว่า **2,600 เมตร (8,500 ฟุต)** รวมถึงภูมิประเทศแบบ **คาสต์ (Karst)** ภายในแอ่งกุ้ยหลิน ซึ่งก่อให้เกิดทิวทัศน์อันน่าตื่นตา

คาสต์ในพื้นที่นี้มีอยู่สองลักษณะสำคัญ คือ **เฟิงชง (Fengcong)** และ **เฟิงหลิน (Fenglin)** ซึ่งพัฒนามาเป็นเวลาราว **10–20 ล้านปี** ในยุคซีโนโซอิก (Cenozoic)

 

คาสต์แบบเฟิงชง (Fengcong)

คาสต์แบบเฟิงชงครอบงำแนวแม่น้ำหลี ลักษณะคือกลุ่มภูเขาหินปูนที่มีฐานหินปูนร่วมกัน ระหว่างยอดเขาจะเป็นแอ่งลึกหรือหลุมยุบ (dolines) จึงมักเรียกว่า “คาสต์แบบกลุ่มยอดเขาพร้อมแอ่งลึก”

ภูมิประเทศลักษณะนี้มีถ้ำจำนวนหลายร้อยแห่ง โดยมีอย่างน้อย **23 ถ้ำ** ที่มีทางเดินยาวเกิน **1 กิโลเมตร** ตามแนวหุบเขาแม่น้ำหลี ถ้ำที่ยาวที่สุดคือ **ระบบถ้ำกวนหยาน (Guanyan Cave System)** ซึ่งทอดตัวยาวจากเขตเฉาผิง (Caoping) ไปถึงหนานซวี่ (Nanxu)

คาสต์แบบเฟิงหลิน (Fenglin)

คาสต์แบบเฟิงหลินพบเด่นชัดบริเวณรอบหยางซั่วและทางใต้ของกุ้ยหลิน มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนโดดเดี่ยวตั้งอยู่บนพื้นที่ราบหินปูน ซึ่งมักถูกปกคลุมด้วยตะกอนหลวม จึงถูกเรียกว่า “คาสต์แบบป่ายอดเขา”

เฟิงหลินที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ **คาสต์เสาหิน (tower karst)** รอบหยางซั่ว ภูเขาเหล่านี้ประกอบด้วยหินปูนที่แข็งแรง มีหน้าผาเกือบตั้งฉาก เส้นผ่านศูนย์กลางฐานน้อยกว่า 1.5 เท่าของความสูง ความสูงของเสาเขาอยู่ระหว่าง **30–80 เมตร** ในแอ่งกลาง แต่บางแห่งอาจสูงถึง **300 เมตร** ใกล้เขตเฟิงชง

คาสต์แบบเฟิงหลินพัฒนามาจากเฟิงชง ผ่านกระบวนการยกตัวของเปลือกโลกอย่างช้า ๆ ซึ่งสัมพันธ์กับเขตการก่อกำเนิดเทือกเขาหิมาลัย และการกัดเซาะของยอดเขาที่ช้ากว่านั้น

 

ถ้ำแสดงที่มีชื่อเสียงในเขตกุ้ยหลิน ได้แก่ **ถ้ำชีซิง (Qixing Dong)** และ **ถ้ำหลู่ตี (Luti Dong)**

ลักษณะเด่นและสถานที่สำคัญ (Notable Features)

* **ถ้ำขลุ่ยอ้อ (Reed Flute Cave)**: ถ้ำหินปูนที่เต็มไปด้วยหินงอก หินย้อย เสาหิน ม่านหิน และปะการังถ้ำจำนวนมาก

* **สวนเจ็ดดาว (Seven-Star Park)**: สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในเมืองกุ้ยหลิน

* **ภูเขาสีสันวิจิตร (Mountain of Splendid Hues)**: ภูเขาที่ประกอบด้วยชั้นหินหลากสี

* **เขางวงช้าง (Elephant-Trunk Hill)**: ภูเขาที่มีรูปร่างคล้ายช้างกำลังใช้งวงดูดน้ำ เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองกุ้ยหลิน

* **คลองหลิงฉวี่ (Lingqu Canal)**: ขุดขึ้นในปี **214 ก่อนคริสต์ศักราช** เป็นหนึ่งในสามโครงการชลประทานขนาดใหญ่ของจีนโบราณ และถือเป็นคลองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงใช้งานอยู่

* สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้แก่ **ยอดเขาตู้ซิ่ว (Duxiu Peak)**, **สวนหนานซี (Nanxi Park)**, **แม่น้ำเถาฮวา (Taohua River)**, **ต้นไทรยักษ์ (Giant Banyan)** และ **อุทยานวัฒนธรรมชนพื้นเมืองหัวซาน–หลีเจียง (Huashan–Lijiang National Folklore Park)**

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
1 VOTES (1/5 จาก 1 คน)
VOTED: pakpranang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
4 ส่วนที่สกปรกที่สุดของหมู ที่คุณไม่ควรซื้อและรับประทานนกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทยจังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกซีแลนเดีย (Zealandia): ทวีปที่ 8 ของโลก ขุมทรัพย์ลึกลับใต้ก้นมหาสมุทรแปซิฟิกผู้ใช้งานกว่า 90% ไม่ทราบว่าร่องเล็กๆบนเขียงไม้ มีไว้เพื่ออะไร?เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี..งวดวันที่ 17 มกราคม 69โซฟาตัวนี้ สร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์ มานานกว่า 60 ปีแล้ว!!5 ดินแดนที่สหรัฐอเมริกาเคยพยายามขอซื้อแต่ล้มเหลวรู้จัก QF-16 เครื่องบินรบผีสิงไร้นักบิน ดัดแปลงจาก F-16"คาร์โบไฮเดรตที่ดีที่สุดในโลก" ไม่ใช่ข้าวกล้อง...ทึ่งทั่วโลก : "The Boneyard" หรือสุสานเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
พ่อวัย 69 ส่งลูกสาววัย 27 ไปอยู่บ้านพักคนชราสัตว์เพียงชนิดเดียว ที่เคยมีชื่อเป็นอดีตสัตว์ป่าสงวนของไทยจากความ "หัวร้อน" สู่เครื่องทุ่นแรงระดับโลก! เผยจุดกำเนิด "เครื่องล้างจาน" ที่แลกมาด้วยจานหรูของไฮโซสาว
กระทู้อื่นๆในบอร์ด Review, HowTo, ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยวไทยปังไม่หยุด! “กรุงเทพ” คว้าแชมป์เมืองที่มีการค้นหามากที่สุดปี 2026 ขณะที่ “ภูเก็ต“ ครองอันดับ 6ย้อนวันวานปี 2516 — ก๋วยเตี๋ยวเรือ คลองหลอด และตลาดนัดต้นไม้แห่งสนามหลวง ตำนานวิถีค้าขายทางน้ำของกรุงเทพฯเพลงที่เขียนจากใจMonument Valley หุบเขาศิลา แห่งกาลเวลาและจิตวิญญาณนาวาโฮ
ตั้งกระทู้ใหม่