เงินตราของไทย ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
"เงินตราของไทย" ถือว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจมากครับ เพราะไทยเราเปลี่ยนผ่านรูปแบบเงินตรามาหลายยุคหลายสมัยเพื่อให้เหมาะกับการค้าขายทั้งในและต่างประเทศ
ถ้าจะแบ่งชนิดของเงินไทยในอดีต ตามลักษณะที่เด่นชัดและนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้
1. เงินตราโบราณ (ยุคก่อนอาณาจักรสุโขทัย)
ยุคนี้เป็นช่วงที่ไทยได้รับอิทธิพลทางการค้าจากอาณาจักรข้างเคียง เช่น ทวารวดี, ศรีวิชัย และลพบุรี
เงินฟันปลา / เงินดอกไม้ มีลักษณะเป็นเหรียญแบนๆ มีลวดลายพระอาทิตย์ วัว หรือธรรมจักรตามความเชื่อทางศาสนา
เงินคุต เงินตราที่มีลักษณะกลมหนา มีตราประทับ มักพบในแถบภาคใต้ (อาณาจักรศรีวิชัย)
2. เงินพดด้วง (ใช้ยาวนานที่สุดกว่า 600 ปี)
นี่คือเงินตราที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของไทย เริ่มใช้ตั้งแต่ ยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 4)
ลักษณะ:ทำจากแท่งเงินบริสุทธิ์ นำมาทุบปลายเข้าหากันจนกลมคล้ายตัวด้วงขด จึงเรียกว่า "พดด้วง" (ต่างชาติเรียกว่า Bullet Coin) บนเงินจะมีตราประทับบอกสังกัดหรือรัชกาล เช่น ตราจักร ตราช้าง ตราตรีศูล
มีหลายขนาดและหลายราคา เช่น บาท, กึ่งบาท, สลึง, เฟื้อง
3. เงินตราประเภทอื่นๆ ที่ใช้ควบคู่กัน
นอกจากเงินพดด้วงที่เป็นเงินสกุลหลักแล้ว ในอดีตยังมีเงินชนิดอื่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันและในแต่ละภูมิภาคด้วย:
เบี้ย (เบี้ยหอย) คือเปลือกหอยเบี้ยที่นำเข้าจากต่างประเทศ ใช้เป็น "เงินท่อย" หรือเงินย่อยที่มีมูลค่าน้อยที่สุด สำหรับซื้อของกินของใช้ทั่วไปในตลาด
เงินประกับ ดินเผาที่ประทับตราต่างๆ ใช้แทนเบี้ยหอยในบางช่วงที่เบี้ยขาดแคลน
เงินราง/เงินฮ้อย/เงินตูม เงินตราเฉพาะท้องถิ่นของอาณาจักรล้านนาและล้านช้าง (ภาคเหนือและภาคอีสาน) มีลักษณะเป็นแท่งยาวคล้ายเรือหรือรางไม้
4. จุดเปลี่ยนสู่ "เหรียญกษาปณ์" และ "ธนบัตร" (ยุครัตนโกสินทร์)
เมื่อไทยเริ่มค้าขายกับตะวันตกมากขึ้นในสมัย รัชกาลที่ 4 เงินพดด้วงเริ่มผลิตไม่ทันและปลอมแปลงง่าย พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อเครื่องจักรมาจากอังกฤษเพื่อผลิตเงินแบบสากล
เริ่มต้นด้วย "เหรียญเงินบรรณาการ" และพัฒนามาเป็นเหรียญตรามหามงกุฎ-ช้างในครรภ์ (เหรียญบาท, สลึง, เฟื้อง) ทำให้เงินพดด้วงค่อยๆ หมดไปในสมัยรัชกาลที่ 5
ก่อนจะมีธนบัตร รัชกาลที่ 4 ทรงออก "หมาย" ซึ่งทำจากกระดาษเพื่อใช้แทนเงิน แต่ยังไม่เป็นที่นิยมเพราะชาวบ้านยังติดการใช้เงินแท้ๆ
เริ่มใช้ธนบัตรอย่างเป็นทางการจริงจังในสมัย รัชกาลที่ 5 โดยพิมพ์จากบริษัท โทมัส เดอ ลา รู ประเทศอังกฤษ ถือเป็นต้นแบบของแบงก์ที่เราใช้กันในปัจจุบันครับ
โดยหากต้องการเทียบมูลค่ามาตราเงินไทยโบราณ จะเทียบได้ดังนี้
1 ชั่ง = 20 ตำลึง
1 ตำลึง = 4 บาท
1 บาท = 4 สลึง
1 สลึง = 2 เฟื้อง
1 เฟื้อง = 4 ไพ
1 ไพ 2 อัฐ
1 อัฐ 100 เบี้ย
ซึ่งในอดีตเขาวัดกันที่น้ำหนักของเนื้อเงินจริงๆเลยครับ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษเหมือนสมัยนี้ (1 ชั่ง = 1.2 กิโลกรัม)
เขียนโดย puypuy
สายอ้าง “เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า” อย่าเพิ่งเชื่อ PEA เตือนมิจฉาชีพยังใช้มุกนี้
5 จังหวัดไทยที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด เมื่อวัดเศรษฐกิจโดยภาพรวม
เปิด 5 รถมอเตอร์ไซค์ยุค 90 ที่ผลิตน้อย จนกลายเป็นรถหายากในไทย
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ
9 อาชีพในตำนานของไทย จากงานที่เคยจำเป็น สู่วันที่คนรุ่นใหม่แทบไม่เคยเห็น
เป็นเริมไม่ได้แปลว่าสำส่อน! WHO เผยคนทั่วโลกกว่า 3.8 พันล้านคนมีเชื้อ HSV-1 โดยไม่รู้ตัว
กากีถูกเล่าว่าเป็นหญิงหลายใจจริงหรือ?
นักแข่ง MotoGP ได้เงินเท่าไรต่อสนาม เปิดค่าเหนื่อย 2026 แล้วลองหาร 22 สนาม
หวยสัญจรระยอง 1 กันยายน 2569: ส่องเลขที่คนกำลังพูดถึงจากสถานที่จัดงานและสถิติย้อนหลัง
“Slovenac” เรือเก่า 113 ปี โผล่อีกครั้งจากแม่น้ำซาวา
เลขปฏิทินจีน งวด 1 กันยายน 2569 เจาะสถิติความถี่ 0–9 ผ่าฤกษ์วันอังคารคัดชุดเด่น 3 ตัวตรง
สายหมูกระทะห้ามพลาด! 3 เช็กก่อนใช้ “เตาหมูกระทะไฟฟ้า” ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรและอุบัติเหตุในบ้าน
เปิดต้นทุนแท้จริง! "ชานมไข่มุกแก้วละ 100" วัตถุดิบจริงกี่บาท ทำไมขายแพงได้ขนาดนี้?
สายอ้าง “เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า” อย่าเพิ่งเชื่อ PEA เตือนมิจฉาชีพยังใช้มุกนี้
10 เครื่องมือช่างติดบ้าน รู้ไว้ใช้ยามจำเป็น แต่ละชิ้นเอาไว้ทำอะไร
นักแข่ง MotoGP ได้เงินเท่าไรต่อสนาม เปิดค่าเหนื่อย 2026 แล้วลองหาร 22 สนาม
เป็นเริมไม่ได้แปลว่าสำส่อน! WHO เผยคนทั่วโลกกว่า 3.8 พันล้านคนมีเชื้อ HSV-1 โดยไม่รู้ตัว
กากีถูกเล่าว่าเป็นหญิงหลายใจจริงหรือ?






